บทความ บทวิเคราะห์

เจาะลึก “บาร์โค้ดเลือกตั้ง”  ทำไมนานาชาติยอมรับ?  ไทยกลายเป็นชนวนล้มกระดาน!! 

แชร์ข่าว

เทคโนโลยีเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ทางการเมืองกลับต่างกันสุดขั้ว เมื่อบาร์โค้ดที่โลกมองว่าเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ กลับก่อให้เกิดความหวาดระแวงในไทย คำถามจึงไม่ใช่แค่เรื่องรหัสบนกระดาษ หากคือความเปราะบางในศรัทธาประชาธิปไตย  

หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเด็น “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” กลายเป็นชนวนร้อนที่ลุกลามจากข้อสงสัยเชิงเทคนิคไปสู่ข้อเรียกร้องทางการเมืองระดับ “ให้เป็นโมฆะ” คำถามจึงไม่ใช่แค่บาร์โค้ดคืออะไร แต่คือเหตุใดสิ่งที่หลายประเทศใช้มานานจึงไม่เป็นปัญหา ทว่าในไทยกลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ของความเชื่อมั่น  

คำตอบไม่ได้อยู่ที่คำว่า “บาร์โค้ด” หากอยู่ที่ “บทบาทของบาร์โค้ด” และ “ทุนความไว้วางใจ” ของสังคม  

ในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา โค้ดบนบัตรเลือกตั้งทำหน้าที่บอก “รูปแบบบัตร” หรือเขต (ballot style/precinct) เพื่อให้เครื่องสแกนรู้ว่าบัตรใบนี้ต้องอ่านผู้สมัครชุดใด โค้ดจึงเป็นรหัสแบบกลุ่ม ไม่ได้ตั้งใจให้ชี้เฉพาะรายใบไปถึงตัวผู้ลงคะแนน ระบบเน้นความเร็วและความแม่นยำในการรวมผล แต่ยังรักษาหลักการไม่ระบุตัวตน (anonymity) เป็นแกนกลาง   

ถึงกระนั้น สหรัฐฯ เองก็มีข้อถกเถียงในบางระบบที่เครื่องทำบัตรพิมพ์ “การเลือก” ลงใน QR/Barcode แล้วเครื่องอ่านโค้ดนั้นเป็นหลัก นักวิชาการด้านความมั่นคงการเลือกตั้งจึงเรียกร้องให้มีการตรวจนับมือและการตรวจสอบอิสระควบคู่ เพื่อไม่ให้ “กล่องดำ” ทางเทคนิคกลายเป็นช่องโหว่ของความเชื่อมั่น  

ฟิลิปปินส์และเกาหลีใต้ใช้เทคโนโลยีสแกนบัตรในระดับกว้างเช่นกัน แต่สิ่งที่ทำให้ประเด็นไม่ลุกลามคือ “พิธีกรรมความน่าเชื่อถือ” ที่เข้มข้น ตั้งแต่การสังเกตการณ์โดยตัวแทนพรรค การควบคุมห่วงโซ่การเก็บรักษาบัตร (chain of custody) การสุ่มตรวจนับมือ ไปจนถึงกระบวนการร้องคัดค้านที่เดินได้จริง เทคโนโลยีจึงไม่ยืนลำพัง หากยืนบนรั้วหลายชั้นของการตรวจสอบ  

กรณีสิงคโปร์ชัดเจนยิ่งกว่า บัตรมี serial number เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความถูกต้องของกระบวนการ แต่รัฐอธิบายอย่างเป็นระบบว่าหมายเลขดังกล่าวไม่ถูกใช้เพื่อรู้ว่าใครเลือกใคร พร้อมกำหนดขั้นตอนแยกส่วน ปิดผนึก และทำลายเอกสารตามกำหนดเวลา สื่อและภาคประชาชนมีบทบาท “แปลภาษาเทคนิค” ให้คนทั่วไปเข้าใจ ความสงสัยจึงถูกดูดซับด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้  

เมื่อหันกลับมาที่ไทย ภาพที่ต่างไม่ใช่เพราะคนไทยไม่เข้าใจเทคโนโลยี หากเพราะเทคโนโลยีไปวางอยู่บนสนามการเมืองที่ทุนความไว้วางใจต่อองค์กรจัดการเลือกตั้งค่อนข้างเปราะ การเห็น QR/Barcode บนบัตรในโลกออนไลน์จึงถูกตีความทันทีว่าเป็น “รหัสตามตัว” และลื่นไถลไปสู่ข้อสรุปใหญ่เรื่องความลับ การสื่อสารเชิงเทคนิคที่ไม่ทำให้ประชาชน “พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง” ว่าระบบปลอดภัยเพียงพอ ยิ่งทำให้ความกังวลขยายตัว  

ประเด็นสำคัญอีกข้อคือชนิดของโค้ด กกต.ต้องตอบให้ชัดว่าเป็นรหัสแบบกลุ่มหรือเฉพาะใบ ถ้าเป็นแบบกลุ่ม ความเสี่ยงเชิงการเชื่อมโยงย่อมต่ำกว่า แต่หากมีเลขเฉพาะใบจริง ก็ต้องมี “รั้วคุ้มครอง” ที่พิสูจน์ได้ว่าข้อมูลต้นขั้วและบัตรถูกแยกส่วนอย่างเด็ดขาด ไม่มีช่องให้จับคู่ลำดับผู้มาใช้สิทธิกับรหัสบัตรได้ การยืนยันด้วยคำพูดไม่พอ ต้องมีการเปิดรายละเอียดกระบวนการ การตรวจสอบอิสระ และการสุ่มนับมือเทียบเครื่องในสัดส่วนที่ชัดเจน 

สำหรับข้อสงสัยเรื่อง “วาระซ่อนเร้นทางการเมือง” ? ในทางหลักฐานยังไม่เห็นข้อมูลสาธารณะที่พิสูจน์ได้ว่ามีแผนลับผูกโยงรหัสกับตัวผู้ใช้สิทธิ แต่ในทางรัฐศาสตร์ ต้องยอมรับว่าประเด็นเทคนิคเป็นอาวุธทางการเมืองที่ทรงพลัง โดยเฉพาะหลังเลือกตั้งที่ฝ่ายหนึ่งได้และอีกฝ่ายเสีย ความกังวลที่จริงใจของประชาชนเรื่องความลับ สามารถถูกขยายให้กลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองได้อย่างรวดเร็ว หากรัฐสื่อสารช้า อธิบายไม่ครบ หรือไม่เปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบอย่างเป็นระบบ  

ดังนั้น คำตอบของคำถาม “ทำไมประเทศอื่นไม่เป็นปัญหา” จึงไม่ใช่เพราะเขาเก่งกว่าไทยในเชิงเทคนิค หากเพราะเขาสร้างสถาปัตยกรรมความไว้วางใจได้แน่นกว่า เทคโนโลยีถูกฝังอยู่ในกรอบธรรมาภิบาลที่ประชาชนมองเห็นและเข้าใจได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กลายเป็นกล่องดำที่ต้องเชื่อโดยไม่มีหลักฐานให้ตรวจ  

บทเรียนสำหรับไทยจึงชัดเจน หากจะใช้บาร์โค้ด ต้องทำให้สังคม “พิสูจน์ได้ว่าไม่มีปัญหา” ไม่ใช่เพียง “เชื่อว่าไม่มีปัญหา” เปิดซอร์สซอฟต์แวร์สแกนให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระตรวจสอบ จัดทำเอกสารอธิบายบทบาทของรหัสอย่างโปร่งใส แยกต้นขั้วกับบัตรอย่างมีพยานจากทุกพรรค และกำหนดการสุ่มตรวจนับมือเป็นมาตรฐาน ไม่ใช่ข้อยกเว้น  

ท้ายที่สุด บาร์โค้ดไม่ใช่ผู้ร้าย และก็ไม่ใช่ผู้กอบกู้ มันเป็นเพียงเครื่องมือที่สะท้อนระดับความไว้วางใจของสังคม หากความเชื่อมั่นมั่นคง เทคโนโลยีคือแรงหนุน หากความเชื่อมั่นสั่นคลอน เทคโนโลยีคือเชื้อไฟ  

การเลือกตั้งจะยืนได้ ไม่ใช่เพราะประกาศผลเร็ว แต่เพราะประชาชนมั่นใจว่าเสียงของตนยังเป็นความลับ และไม่มีวันถูกถอดรหัสโดยผู้มีอำนาจ 

#บาร์โค้ดเลือกตั้ง #เลือกตั้ง2569 #ศรัทธาประชาธิปไตย #กกต #การเมืองไทย #ความโปร่งใส