เมื่อ Air War แพ้ภาคพื้นดิน!!
การเลือกตั้ง 2569 คือบทเรียนราคาแพงของสำนักโพลและนักวิเคราะห์ที่เคยเชื่อว่า “กระแสออนไลน์” คืออนาคตการเมืองไทย เพรานาทีที่ปิดหีบ ความจริงกลับตบหน้าโลกโซเชียลอย่างจัง
หลายเดือนก่อนเข้าคูหา คนเมืองเห็นแต่สีส้มเต็มหน้าฟีด TikTok และ X คลิปไวรัลและดีเบตการเมืองสร้างภาพเหมือนคลื่นลูกใหม่กำลังกวาดประเทศ แต่เมื่อคะแนนจริงถูกนับ พรรคภูมิใจไทยกลับพุ่งขึ้นอันดับหนึ่งเกินความคาดหมาย โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ “บ้านใหญ่” ยังยืนคุมพื้นที่อย่างแข็งแกร่งราวกับกระแสออนไลน์ไม่เคยมีผล
นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่มันคือช่องว่างเชิงโครงสร้างที่นักวิเคราะห์มองข้าม การเลือกตั้งครั้งนี้พิสูจน์แบบไร้ข้อแก้ตัวว่า Air War ชนะใจคนดูได้ แต่ Ground War ชนะคะแนนจริงในคูหา และบ้านใหญ่ยังเป็นเจ้าของสนามตัวจริง
ตลอดช่วงสองปีกว่าที่ผ่านมา เครือข่ายบ้านใหญ่ไม่ได้โผล่เฉพาะฤดูเลือกตั้ง แต่ทำการเมืองแบบ “ตลอดเวลา” ผ่านระบบอุปถัมภ์ที่ฝังอยู่ในชีวิตชาวบ้าน ตั้งแต่งบ อบจ. โครงการท้องถิ่น ไปจนถึงการช่วยแก้ปัญหาครอบครัว
การเมืองแบบนี้ไม่ติดเทรนด์ ไม่อยู่ในกราฟโพล และไม่กลายเป็นไวรัล แต่มันสะสมเป็นเครดิตทางสังคมที่จับต้องได้ เมื่อถึงวันเลือกตั้ง คนจำนวนมากไม่ได้ลงคะแนนจากอุดมการณ์ล้วน ๆ แต่ลงคะแนนให้คนที่เคยยืนอยู่ข้างเขาจริง
นี่คือยุทธศาสตร์ “ป่าล้อมเมือง” เวอร์ชันใหม่ ที่ยึดพื้นที่ด้วยความสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ บ้านใหญ่เข้าใจดีว่าการเมืองไทยยังเป็นการเมืองของเครือข่ายมากกว่าวาทกรรม พรรคกระแสอาจชนะเสียงปรบมือในเมืองใหญ่ แต่บ้านใหญ่ชนะความไว้ใจในหมู่บ้าน
อีกปัจจัยที่โพลประเมินพลาดคือแรงกระเพื่อมของชาตินิยมในโค้งสุดท้าย ประเด็นชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ได้เป็นเพียงข่าวต่างประเทศ แต่มันปลุกสัญชาตญาณความมั่นคงของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะ Gen X และ Baby Boomer ที่ไม่ส่งเสียงดังในโลกออนไลน์ แต่ลงคะแนนอย่างเด็ดขาดในคูหา กลุ่มพลังเงียบนี้คือผู้พลิกเกม และเป็นตัวแปรที่โพลจำนวนมากมองไม่เห็น
ความผิดพลาดไม่ได้อยู่ที่โพลโกหก แต่อยู่ที่เครื่องมือวัดยังผูกติดกับโลกออนไลน์มากเกินไป ผลคือหน้าโพลเหมือนประเทศกำลังเปลี่ยนสี แต่หน้าเขตเลือกตั้งสะท้อนความจริงอีกแบบหนึ่ง
เหนือสิ่งอื่นใด นี่คือชัยชนะของ “เศรษฐกิจจริง” เหนือ “วาทกรรมโครงสร้าง” ในวันที่ค่าครองชีพบีบคั้นครัวเรือน การพูดเรื่องปฏิรูปเชิงระบบอาจฟังดูยิ่งใหญ่ แต่คำถามของประชาชนคือเงินเดือนพอใช้หรือไม่ นโยบายที่แปลงเป็นรายได้ทันทีจึงทรงพลังกว่าสโลแกน โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะถูกเรียกว่าประชานิยมเพียงใด กลับตอบโจทย์ความรู้สึกเร่งด่วนของคนส่วนใหญ่
นี่ไม่ใช่การปฏิเสธการปฏิรูป แต่คือการเตือนว่าการเมืองคือศิลปะของจังหวะเวลา พรรคฝ่ายค้านอาจพูดถูกในระยะยาว แต่ถ้าไม่เชื่อมกับปากท้องระยะสั้น ก็ยากจะชนะใจคนส่วนใหญ่ การเลือกตั้ง 2569 จึงพิสูจน์ว่าอุดมการณ์ต้องเดินคู่กับรายได้ และทฤษฎีต้องเดินคู่กับพื้นที่
บทเรียนที่เจ็บที่สุดคือ ยอดไลก์ไม่เท่ากับยอดเลิฟในคูหา ผู้ติดตามนับล้านไม่ได้แปลว่ามีเครือข่ายลงคะแนนนับล้าน การเมืองออนไลน์สร้างการรับรู้ได้เร็ว แต่การเมืองภาคพื้นดินสร้างความภักดีได้ยาว หากไม่มีโครงสร้างพื้นที่รองรับ กระแสก็เป็นเพียงคลื่นสวยที่สลายเร็ว
การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้บอกว่าการเมืองใหม่ล้มเหลว หรือบ้านใหญ่ชนะตลอดกาล แต่มันบอกว่าการเมืองไทยยังเป็นสนามที่ “พื้นที่” สำคัญพอ ๆ กับ “แพลตฟอร์ม” ใครเข้าใจทั้งสองโลกก่อน คนนั้นเขียนอนาคตการเมืองได้ก่อน
ลมพายุจากโซเชียลอาจโหมแรงเพียงใด แต่ต้นไม้ที่รากแน่นย่อมไม่ล้มในคืนเดียว และการเมืองไทยก็ยังไม่ใช่สนามที่ตัดสินกันบนหน้าจอ
#เลือกตั้ง2569 #บ้านใหญ่ #AirWarVsGroundWar #ภูมิใจไทย #โพลพลาด #การเมืองไทย #ป่าล้อมเมือง #พลังเงียบ #วิเคราะห์การเมือง #สนามเลือกตั้ง







