ภาพรวมหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้จบลงที่การนับคะแนน แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤตศรัทธาต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคำถามถึงความโปร่งใสในหลายมิติ
โดยเครือข่าย We Watch ซึ่งติดตามการเลือกตั้งผ่านอาสาสมัครกว่า 13,670 คนทั่วประเทศ ได้สรุปบทเรียนสำคัญที่สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงระบบใน 8 ประเด็นหลัก ตั้งแต่ปัญหาพื้นฐานอย่างการจัดการหน่วยเลือกตั้งที่ไม่เอื้อต่อผู้สูงอายุและคนพิการ เช่น พื้นที่ยกระดับสูงไม่มีทางลาดในจังหวัดเพชรบุรี เขต 3 และอุบัติเหตุในจังหวัดสมุทรสงคราม เขต 1 ไปจนถึงการย้ายหน่วยเลือกตั้งโดยไม่แจ้งล่วงหน้าในนครศรีธรรมราช เขต 1 สมุทรปราการ เขต 5 และนนทบุรี เขต 3
ขณะที่การคุ้มครองความลับในคูหาถูกตั้งคำถามจากการจัดวางโต๊ะเจ้าหน้าที่ใกล้คูหาเกินไปจนมองเห็นการลงคะแนนได้ในบางพื้นที่ เช่น กรุงเทพฯ สุราษฎร์ธานี และสุโขทัย นอกจากนี้ยังพบความผิดพลาดของบัญชีรายชื่อ เช่น รายชื่อผู้มีสิทธิถูกระบุว่าเสียชีวิต หรือรายชื่อไม่เป็นปัจจุบันทำให้ประชาชนเกือบเสียสิทธิ
ประเด็นที่สร้างความกังวลสูงสุดคือกรณี "บาร์โค้ด" และ "QR Code" บนบัตรเลือกตั้งที่ถูกตั้งข้อสังเกตจากผู้เชี่ยวชาญว่าอาจเชื่อมโยงไปยัง "ต้นขั้ว" บัตร ซึ่งระบุลำดับและชื่อ-นามสกุลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้
โดยอดีต สส. ปทุมธานี พรรคประชาชน ได้นำผลสแกนบาร์โค้ดบนบัตรสีชมพูมาเทียบและพบว่าตัวเลขตรงกับเลขที่บนต้นขั้ว สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การร้องเรียนให้การเลือกตั้งเป็น "โมฆะ" เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่บัญญัติให้การเลือกตั้งต้องเป็นความลับ แม้ทาง กกต. โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. จะออกมายืนยันว่ารหัสดังกล่าวมีไว้เพื่อความปลอดภัยและป้องกันบัตรปลอม โดยไม่สามารถเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้เพราะจัดเก็บแยกส่วนกันก็ตาม
นอกจากมิติทางเทคนิคแล้ว ปรากฏการณ์ "บัตรเขย่ง" และความแตกต่างของตัวเลขผู้ใช้สิทธิยังเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตา โดยพบส่วนต่างระหว่างบัตรเลือก สส.เขต (สีเขียว) และ สส.บัญชีรายชื่อ (สีชมพู) ทั่วประเทศถึง 60,116 คน โดยมี 52 เขตที่มีผลต่างเกิน 1,000 คน ซึ่งจุดที่พบส่วนต่างสูงสุดคือ จังหวัดแพร่ เขต 3 ที่มีผลต่างสูงถึง 11,036 ใบ ตามมาด้วยศรีสะเกษ เขต 6 จำนวน 10,408 ใบ และน่าน เขต 2 จำนวน 8,806 ใบ
ขณะที่บางหน่วยเลือกตั้งมีการรายงานผลคะแนนรวมมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ เช่น ที่พิจิตร เขต 1 ผู้ใช้สิทธิ 100,830 คน แต่คะแนนรวมกลับสูงถึง 130,175 คะแนน หรือที่สกลนครที่มีผู้มาใช้สิทธิ 440 คน แต่บัตรที่นับได้มี 545 ใบ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความผิดปกติในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย (กปน.) ซึ่งบางกรณีมีการร้องเรียนถึงพฤติกรรมชี้นำหรือกีดกันผู้สังเกตการณ์ภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม กกต.ยืนยันต้องปรับปรุงแก้ไขตัวเลขให้ถูกต้อง และดำเนินการข้อร้องเรียนเป็นรายกรณีตามพยานหลักฐาน
สถานการณ์ความไม่เชื่อมั่นขยายตัวจนเกิดกระแส #นับใหม่ทั้งประเทศ ในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะกรณีจังหวัดชลบุรี เขต 1 ที่ประชาชนรวมตัวล้อมจุดรวมหีบบัตรหลังพบความผิดปกติของการจัดเก็บหีบเลือกตั้งที่ไม่มีสายรัด (cable tie) และพบคู่มือพร้อมใบนับคะแนนถูกทิ้งในถังขยะ ซึ่งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ระบุว่าเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบ
อย่างไรก็ตาม กกต. ได้มีมติสั่งให้มีการลงคะแนนใหม่ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เพียง 3 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ หน่วยที่ 9 เขต 15 (คันนายาว), น่าน หน่วยที่ 3 เขต 1 และอุดรธานี หน่วยที่ 4 เขต 6 โดยระบุสาเหตุจากบัตรชำรุดเพราะพายุและกรณี กปน. ฉีกบัตรผิดพลาด ส่วนจังหวัดปทุมธานี เขต 7 ให้มีการนับคะแนนใหม่หลังเกิดเหตุประท้วงเรื่องสถานที่นับคะแนนไม่โปร่งใส แต่สำหรับชลบุรี เขต 1 กกต. มีมติไม่นับคะแนนใหม่โดยอ้างว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ
วิกฤตความเชื่อมั่นนี้สะท้อนผ่านผลสำรวจของ "นิด้าโพล" ที่ระบุว่าประชาชนถึงร้อยละ 58.28 เชื่อว่า กกต. จะไม่สามารถลงโทษผู้ทุจริตเลือกตั้งได้ สอดคล้องกับความพึงพอใจต่อการทำงานของ กกต. ในระดับต่ำ เช่น ร้อยละ 20.84 ระบุว่าพอใจมาก ท่ามกลางกระแสข่าว "Money Politics" ที่มีการคาดการณ์ว่ามีการซื้อเสียงสูงถึงหัวละ 7,500 บาทในบางพื้นที่
ในเชิงการเมือง ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการพบว่าพรรคภูมิใจไทยผงาดขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งต่ำกว่า 100 และพรรคประชาชนแม้มีคะแนนนิยมและได้ที่นั่งเป็นอันดับสอง แต่ยังคงเผชิญอุปสรรคในการจัดตั้งรัฐบาลและอาจต้องทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ซึ่งฟิทช์ เรทติ้งส์ มองว่ารัฐบาลผสมชุดนี้อาจมีความเข้มแข็งและทนทาน (Durable) แต่ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ที่ยังไม่จบจะเป็นความท้าทายที่สำคัญ
บทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งนี้จึงนำไปสู่ข้อเสนอจากภาคประชาชนที่ต้องการให้ปฏิรูปโครงสร้าง กกต. และใช้เทคโนโลยีแบบเปิด (Open Source) มาช่วยในการลงคะแนนเพื่อคืนความเชื่อมั่นให้แก่กระบวนการประชาธิปไตยในอนาคต








