ทิศทางตลาดสินค้าเกษตรไทยในช่วงสัปดาห์ที่ 9–13 กุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนภาพการปรับตัวท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและปัจจัยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทาน โดยโครงสร้างราคาสินค้าหลายกลุ่มเริ่มแสดงสัญญาณแตกต่างกันชัดเจน กลุ่มพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์อย่าง ข้าวโพด และ กากถั่วเหลืองปรับตัวเพิ่มขึ้นตามแรงหนุนของตลาดโลก ขณะที่ข้าวซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันจนราคาย่อตัวลง ส่วนสินค้าโปรตีนในภาคปศุสัตว์ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบทรงตัว สะท้อนภาวะสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในประเทศ
การขยับขึ้นของราคาพืชอาหารสัตว์ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องจับตา โดย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในประเทศปรับขึ้นมาอยู่ที่หาบละ 603 บาท แม้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าในตลาด CBOT จะปิดลบเล็กน้อยจากแรงกดดันด้านส่วนต่างราคากับพืชชนิดอื่น แต่รายงานยอดขายข้าวโพดภาคเอกชนของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาดได้ช่วยพยุงบรรยากาศตลาดให้ยังคงมีแรงซื้อ ขณะเดียวกัน กากถั่วเหลือง ปรับขึ้นสู่ระดับกิโลกรัมละ 14.95 บาท จากการที่สหรัฐฯ และจีนลงนามข้อตกลงนำเข้าถั่วเหลืองเพิ่มเติมอีก 8 ล้านตัน ส่งผลให้ความต้องการในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับสภาพอากาศในบราซิลที่มีฝนตกชุกจนการเก็บเกี่ยวล่าช้าและกระทบคุณภาพผลผลิต ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้ามีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนอาหารสัตว์ในระยะถัดไป
ในส่วนของ ปลาป่น ภาพรวมตลาดยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัว เนื่องจากประเทศผู้ผลิตหลักอย่างเปรูอยู่ในช่วงพักฤดูกาลจับปลา ส่งผลให้ปริมาณสินค้าสู่ตลาดยังไม่เพิ่มขึ้น โดยราคาปลาป่นเกรดกุ้งทรงตัวที่กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนปลาป่นเบอร์ 1 และเบอร์ 2 เคลื่อนไหวตามระดับโปรตีนอย่างต่อเนื่อง ภาวะดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดยังคงรอปัจจัยใหม่จากการสำรวจแหล่งปลาที่คาดว่าจะเริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือน ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาตลาดโลกในระยะต่อไป
ตรงกันข้ามกับพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ ตลาดข้าวไทย กลับเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันในตลาดส่งออก โดยข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับลดลงมาอยู่ที่กระสอบละ 1,170 บาท ขณะที่ปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ลดลงสู่ระดับกระสอบละ 1,040 บาท สอดคล้องกับราคา F.O.B. ณ ท่าเรือกรุงเทพฯ ที่อ่อนตัวลงตามภาวะอุปทานในภูมิภาคและการแข่งขันด้านราคาจากประเทศผู้ส่งออกรายอื่น การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดข้าวยังต้องเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก ทั้งทิศทางค่าเงินและยุทธศาสตร์การขายของคู่แข่งในตลาดโลก ซึ่งอาจกดดันความสามารถในการทำกำไรของผู้ส่งออกในระยะสั้น
ด้านกลุ่มปศุสัตว์ ภาพรวมยังคงประคองตัวได้ท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนอาหารสัตว์ ราคาสุกรหน้าฟาร์ม เฉลี่ยยืนอยู่ที่ 54–56 บาทต่อกิโลกรัม โดยภาคอุตสาหกรรมเร่งดำเนินมาตรการปรับสมดุลตลาดผ่านการตัดวงจรลูกสุกรออกจากระบบจำนวน 300,000 ตัวภายใน 6 เดือน ควบคู่กับการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ขณะเดียวกันการที่มาเลเซียอนุมัติการนำเข้าเนื้อสุกรจากโรงงานในไทย 4 แห่ง คาดว่าจะสร้างมูลค่าส่งออกได้ราว 4,000 ล้านบาทในปีนี้ ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของเกษตรกรและผู้ประกอบการ ส่วน ไก่เนื้อ และ ไข่ไก่ ยังคงรักษาระดับราคาได้อย่างมั่นคง โดยไข่ไก่คละหน้าฟาร์มยืนราคาแนะนำที่ฟองละ 3.20 บาท สะท้อนการบริหารจัดการอุปทานที่ยังสอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าตลาดสินค้าเกษตรไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องเผชิญทั้งแรงหนุนและแรงกดดันพร้อมกัน พืชอาหารสัตว์ที่ปรับขึ้นอาจเพิ่มภาระต้นทุนให้ภาคปศุสัตว์ในระยะต่อไป ขณะที่ราคาข้าวที่อ่อนตัวลงชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การตลาดและเพิ่มมูลค่าสินค้าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ยังไม่แน่นอน การติดตามสัญญาณจากตลาดโลกและนโยบายการค้าระหว่างประเทศจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับตัวให้ทันกับทิศทางของอุตสาหกรรมเกษตรที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในปีนี้







