บทความ บทวิเคราะห์

ยุทธศาสตร์แห่งชาติไทย - คนไทย

แชร์ข่าว

คนโลกสวย/ทวี สุรฤทธิกุล

“ยุทธศาสตร์” คือการสู้รบอย่างมีเป้าหมาย ด้วยวิธีการหรือกลยุทธที่เป็นระบบและมีกระบวนการชัดเจน

แต่ก่อนคำว่ายุทธศาสตร์จะใช้แต่ในการสู้รบทางทหาร มาจากคำว่า “ยุทธ” แปลว่า “สู้รบ” รวมกับคำว่า “ศาสตร์” แปลว่า “วิชา, วิธี” รวมแล้วแปลตรง ๆ ได้ว่า “การสู้รบที่ใช้วิชาหรือมีวิธี” แต่เดี๋ยวนี้คำว่ายุทธศาสตร์นี้ได้ถูกนำไปใช้ในหลาย ๆ แวดวง ที่ใช้กันมากก็คือในเรื่องการปกครองและบริหาร ที่เรียกว่าการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ โดยนโยบายที่ใช้ในการบริหารแนวนี้ก็เรียกว่า “นโยบายเชิงยุทธศาสตร์” ที่ใน พ.ศ. 2544 “นายกฯหน้าเหลี่ยม” ได้นำคำนี้มาใช้จนเป็นที่ติดปาก และสร้างความฮือฮา(รวมถึงที่ต้องร้องไห้ “โฮๆ”) ด้วยอภิมหาโปรเจ็คต์ต่าง ๆ มาจนถึงทุกวันนี้

ล่าสุดในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก็มีการใช้คำว่า “การลงคะแนนเชิงยุทธศาสตร์” คือเน้นการเทคะแนนให้กับพรรคบางพรรคให้มากที่สุด เพื่อที่จะไม่ให้คะแนนกระจัดกระจาย และให้พรรคการเมืองพรรคนั้นชนะคู่แข่งอย่างถล่มทะลาย ซึ่งก็ใช้ได้ผลเป็นอย่างดี เพราะผลคะแนนออกมาก็ปรากฏชัยชนะที่ตรงเป้าหมายของพรรคการเมืองบางพรรคที่ใช้กลยุทธนี้

คนที่สนใจประวัติศาสตร์คงจะพอจำได้ถึง “ยุทธศาสตร์ชาติไทย” ในยุคที่เราต้องต่อสู้กับชาติตะวันตกที่มาล่าเมืองขึ้น แต่ก่อนผู้นำของเราคือพระมหากษัตริย์ค่อนข้างจะมีความยึดมั่นถือมั่นในความยิ่งใหญ่ของความเป็นชาติไทยสูงมาก (เรียกตามภาษาสมัยใหม่ก็คือ “มีอีโก้สูง”) ภายใต้ความเชื่อแบบ “เทวราช” และ “จักรพรรดิราช” ที่มีมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา นั่นก็คือกษัตริย์นั้นคือเทวดาจุติมาเกิด (ความเป็นเทวราช) ต้องวางพระองค์ให้ยิ่งใหญ่เป็นที่ยำเกรง (ความเป็นจักรพรรดิราช) ดังที่ได้เห็นการสงครามขยายอาณาเขตและการปกป้องดูแลราชอาณาจักร เพื่อสร้าง “ขอบขัณฑสีมา” หรือสร้างดินแดนให้ยิ่งใหญ่

ลุถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เราก็ยังมีศึกสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่ตลอด ที่เป็นสงครามใหญ่ ๆ ก็เช่น สงคราม 9 ทัพกับพม่าในสมัยรัชกาลที่ 1 สงครามปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์ของลาวในสมัยรัชกาลที่ 2 และสงครามกับเขมรและญวนในสมัยรัชกาลที่ 3 ขณะเดียวกันก็มี “ภัยใหม่” ที่คืบคลานเข้ามา โดยเข้ามาทางประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้นั่นเอง นั่นคือภัยจากมหาอำนาจตะวันตก 2 ชาติใหญ่ คืออังกฤษกับฝรั่งเศส ภัยนี้ไม่ได้ส่งผลแต่เฉพาะปัญหาความมั่นคงในดินแดนขอบขัณฑสีมาของไทย แต่ยังส่งผลถึงความเชื่อความคิดของผู้ปกครองไทย ที่เคยมีอีโก้ในเรื่องความยิ่งใหญ่ของชาติไทย ให้ยอมรับความจริงของโลกสมัยใหม่ ที่ยังมีชาติอื่นที่เหนือกว่า ด้วยแนวคิดที่ไม่ใช่ “เทวราช” หรือ “จักรพรรดิราช” แบบโบราณ แต่เป็นแนวคิด “จักรวรรดินิยม” และ “ทุนนิยม” ของโลกสมัยใหม่

แนวคิดจักรวรรดินิยมและทุนนิยมมีจุดมุ่งหมายในเบื้องต้นที่จะเข้าไปครอบครองทรัพยากรในดินแดนของชาติอื่นเพื่อการผลิตและการบริโภคของชาติตะวันตก และเรียกยุทธศาสตร์นี้ว่า “การล่าเมืองขึ้น” (Colonialism) โดยมีสองชาติใหญ่ในยุโรป คืออังกฤษกับฝรั่งเศสเป็นชาตินักล่าเมืองขึ้นที่สำคัญ โดยได้บีบล้อมเข้ามาตามประเทศชายแดนของประเทศไทย ซึ่งอังกฤษได้เข้ามาที่พม่าและมลายู ในขณะที่ฝรั่งเศสมาทางญวนลาวและเขมร ที่สุดก็ยึดได้ประเทศที่รายรอบไทยนั้นไว้ได้ทั้งหมด โดยมีเป้าหมายต่อไปคือประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ “ทันสมัย” อาจจะด้วยพระองค์ทรงเปิดพระราชหฤทัยกว้าง ออกรับแนวคิดสมัยใหม่ต่าง ๆ ที่มาจากตะวันตกนั้น ผ่านฝรั่งหลาย ๆ คนที่เข้ามายังประเทศไทย เช่น หมอบรัดเลย์ และหมอสมิทธิ์ เป็นต้น ทรงปรับเปลี่ยนพระราชประเพณีและธรรมเนียมต่าง ๆ ในราชสำนัก เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของชาติตะวันตก และรับเอาทั้งภาษา อาหารการกิน การแต่งกาย เทคโนโลยี และลัทธิธรรมเนียมต่าง ๆ ของฝรั่ง (แม้แต่เรื่องลัทธิประชาธิปไตยก็ทรงรับรู้และยอมรับ) เข้าสู่พระองค์และชนชั้นปกครองของไทย แต่ที่สำคัญคือทรงลดความเชื่อมั่นถือมั่นแบบกษัตริย์ไทยโบราณนั้นลง เราไม่ต่อต้านฝรั่ง เราก็ไม่ต้องทำสงครามกับฝรั่ง และเราก็ไม่เสียเอกราชหรือเป็น “ขี้ข้าฝรั่ง” โดยที่ชาติต่าง ๆ ที่รายรอบประเทศไทยล้วนแต่สูญเสียเอกราชให้กับฝรั่งไปทั้งสิ้น ซึ่งญวณ ลาว เขมร และมลายู ไม่ได้คิดสู้รบหรือมีการสู้รบเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้ไม่สูญเสียชีวิตผู้คน หรือบ้านเมืองก็ไม่ถูกทำลายเสียหายมาก แต่พม่านั้นเป็นชาติเดียวที่เสียหายย่อยยับ ทั้งชีวิตผู้คนและบ้านเมือง (ที่ปัจจุบันนี้ก็ยังแตกแยกร้าวฉานไม่สงบสุข)

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนหนังสือไว้เล่มหนึ่งเมื่อ 60 ปีก่อน ชื่อ “พม่าเสียเมือง” เล่าถึงประเทศพม่าตอนที่เสียบ้านเสียเมืองให้อังกฤษ สาระที่ชัดเจนในหนังสือเล่มนี้ก็คือ “ความดื้อของกษัตริย์พม่า” ที่มีอีโก้หรือ “หลงตัวเอง” ว่ายิ่งใหญ่ ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ที่สุดก็นำมาสู่ความพ่ายแพ้อย่างยับเยิน กองทัพพม่าถูกทำลายอย่างย่อยยับ ด้วยแสนยานุภาพของกองทัพอังกฤษ (ความจริงใช้ทหารอังกฤษน้อยมาก เพราะกำลังพลส่วนใหญ่คือทหารชาวอินเดียและบังคลาเทศ ที่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษไปก่อนแล้ว) แต่ที่สูญเสียมหาศาลไปกว่านั้นคือ “เกียรติภูมิของชาติพม่า” ที่ถูกกระทำย่ำยีจนไม่เหลือซาก

ฉากความย่อยยับของพม่าที่ผู้เขียนชอบมากในตอนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ก็คือฉากที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บรรยายให้เห็นภาพของกองทัพเรืออังกฤษ ที่เป็นเรือทำจากเหล็กลำใหญ่ ๆ นับสิบลำ เดินเครื่องด้วยเครื่องจักรไอน้ำ เสียงคำรามของเครื่องยนต์ดังกระหึ่มไปทั่วท้องน้ำแม่น้ำอิรวะดี แล้วก็เรือพม่านับเป็นร้อย ๆ ลำออกมาต่อต้าน ตัวเรือเป็นไม้ มีขนาดเล็กกว่าเรืออังกฤษอย่างลิบลับ แถมบนฝั่งตลอดแนวแม่น้ำก็มีทหารพม่า นุ่งโสร่งและเสื้อกับโพกหัวด้วยผ้าสีต่าง ๆ ยืนถือหอกดาบ โห่ร้องเสียงกึกก้องไปทั้งท้องน้ำ พร้อมตั้งปืนใหญ่เป็นพัน ๆ กระบอกไปตลอดแนวแม่น้ำด้วยเช่นกัน แม่น้ำอิรวะดีนั้นกว้างมาก ปืนใหญ่ที่พม่าใช้ก็ยิงไปไม่ถึงเรืออังกฤษ ในขณะที่ทหารเรือพม่าก็พยายามจะป่ายปีนขึ้นไปบนเรือของอังกฤษ แต่ก็ถูกทหารบนเรือยิงเอาจนหล่นจมไปในแม่น้ำเหมือนปลาถูกทุบหัว พร้อมกับระดมยิ่งปืนใหญ่ไปที่กลุ่มทหารพม่าตามชายฝั่ง ล้มตายระเนระนาดเหมือนใบไม้ร่วง ไม่ถึงครึ่งวันเรืออังกฤษก็เข้าถึงหงสาวดี ยึดพม่าได้อย่างง่ายดาย

ประเทศไทยนั้นอยู่รอดไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของชาติใด ด้วยนโยบายที่ภาษาการทูตเรียกว่า “ไผ่ลูลม” เรายอมเจรจาและแลกเปลี่ยนอย่างอดทน และต้องเสียดินแดนไปจำนวน 14 ครั้ง ด้วยการสละดินแดนบางส่วนบริเวณชายแดน เพื่อรักษาดินแดนส่วนใหญ่ ให้ยังคงเป็น “ราชอาณาจักรไทย” มาจนถึงปัจจุบัน

ที่เล่าเรื่องนี้มาก็เพราะมีเพื่อนของผู้เขียนหลายคน แสดงความเศร้าโศกเสียใจต่อผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยรำพึงรำพันในกลุ่มไลน์และเฟซบุ๊กว่า การเมืองไทยยังย่ำอยู่ที่เดิม ยังต้องอยู่กับนักการเมืองกลุ่มเก่า ๆ แล้วประเทศไทยจะพัฒนาได้อย่างไร บางคนถึงกลับโวยวายว่า ไม่อยากอยู่แล้วประเทศไทย อยากจะย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ในต่างประเทศดีกว่า

ผู้เขียนมองอย่างคนโลกสวยว่า เดี๋ยวปล่อยให้ทุกคนตีโพยตีพายและเศร้าโศกเสียใจไปสักพัก เดี๋ยวก็จะค่อย ๆ รู้สึกดีขึ้นเอง เพราะ “ดีเอ็นเอ” หรือ “ธาตุแท้” ของคนไทยนั้นคือ “การปรับตัว” แบบที่คนไทยนี่แหละที่ชอบพูดกันอยู่แล้วว่า “เดี๋ยวก็ชินไปเอง”  ที่สุดเมื่อปรับตัวได้แล้ว เราก็จะค่อย ๆ รู้สึกดีขึ้น และอยู่รอดกันไปได้ตามปกติ

พวกพรรคการเมืองและนักการเมืองเขาก็ง่อง ๆ แง่ง ๆ ขัด ๆ แย้ง ๆ กันไปแบบนี้เป็นปกติ ที่ที่สุดแล้วเขาก็จะปรับตัวเข้ากัน ที่ว่าจะร่วมรัฐบาลกันได้ยากก็ไม่เป็นปัญหา ที่ว่าจะอยู่กันไม่ได้ก็ไม่ต่องเป็นห่วง แม้ว่าทุกยุคทุกสมัยก็ลากกันไปอย่าง “ถูลู่ถูกัง” ตลอดมา

อ้อ ยังมีอีกคำที่จะปลอบใจคนที่เสียใจกับผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ นั่นก็คือ “อยุธยาไม่เคยสิ้นคนดี” แม้ว่าตอนนี้เราจะอยู่ในยุคที่กรุงเทพฯเป็นเมืองหลวง (แต่จะอยู่ได้อีกนานสักแค่ไหน เพราะกรุงเทพฯกำลังจะจมน้ำ ซึ่งก็คงไม่มีใครจะทนอาศัยลอยคออยู่ในน้ำนี้ได้ และคงจะต้องหาเมืองหลวงใหม่ไปอยู่กันต่อไป) ก็คงต้องเปลี่ยนเป็นคำว่า “กรุงเทพฯไม่สิ้นคนดี”

ท้ายที่สุดจงหวังอยู่เสมอว่า คนที่ไม่ดีในวันนี้ก็อาจจะ “ปรับตัว” ให้เป็นคนดีในวันข้างหน้าได้ต่อไป

#คนโลกสวย #ยุทธศาสตร์ชาติ #การเมืองไทย #ประวัติศาสตร์ไทย #ปรับตัว #เลือกตั้ง2569 #คอลัมน์การเมือง #มุมมองสังคม

ข่าวแนะนำ