"ไฟดับ หีบสลับ และไพ่ไฟ" สามคำสั้นๆ ที่สรุปความอัปยศของเหตุการณ์เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ได้อย่างเห็นภาพที่สุด นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของการทุจริตเลือกตั้งธรรมดา แต่คือ "อาชญากรรมทางประชาธิปไตย" ที่โจ่งแจ้งที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
1. เมื่อ "เผด็จการ" อยากเป็น "ประชาธิปไตย"
ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมการโกงถึงมโหฬารขนาดนี้ เราต้องรู้ที่มาของ "แรงจูงใจ" เสียก่อน ในปี 2498 “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” กลับจากการทัวร์รอบโลกด้วยความประทับใจในระบอบประชาธิปไตยตะวันตก และต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่การแข่งขันเพื่อหาตัวแทนประชาชน แต่เป็น "พิธีกรรมชุบตัว" ที่หวังใช้เสียงสวรรค์มาฟอกขาวอำนาจเผด็จการ แต่เมื่อคะแนนนิยมสู้ “นายควง อภัยวงศ์” และพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ "กลไกปีศาจ" จึงเริ่มทำงาน
2. นวัตกรรมการโกง: พจนานุกรมความอัปยศ
การเลือกตั้ง 2500 ได้ให้กำเนิดศัพท์แสงทางการเมือง ซึ่งยังคงเป็นรากฐานของกลโกงในยุคต่อๆ มา
พลร่ม : ไม่ใช่ทหารกระโดดร่ม แต่คือการเกณฑ์คน (มักเป็นลูกน้องหัวคะแนนหรืออันธพาล) ให้เวียนเทียนกันลงคะแนนหลายรอบในชื่อคนอื่น หรือสวมสิทธิคนตาย
ไพ่ไฟ : กลโกงสุดคลาสสิก คือบัตรเลือกตั้งที่ถูกกากบาทเลือกพรรครัฐบาลไว้ล่วงหน้าเป็นปึกๆ เตรียมรอยัดใส่หีบเมื่อสบโอกาส
บัตรเขย่ง : ผลลัพธ์จากการยัดไพ่ไฟ ทำให้จำนวนบัตรในหีบมีมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ ซึ่งเป็นหลักฐานทางคณิตศาสตร์ที่มัดตัวผู้กระทำผิดได้ชัดเจนที่สุด
เหตุการณ์ไฮไลต์ในวันเลือกตั้งดังกล่าว เกิดเหตุการณ์ "ไฟดับ" ในหน่วยเลือกตั้งทองหล่อ ขณะนับคะแนน ท่ามกลางความมืดมิด หีบบัตรถูกสับเปลี่ยนหรือยัดบัตรเพิ่ม และเมื่อไฟติด คะแนนของพรรคเสรีมนังคศิลาก็พุ่งพรวดขึ้นมาอย่างปาฏิหาริย์
3. อันธพาลครองเมือง: เมื่อกฎหมายก้มหัวให้อำนาจเถื่อน
สิ่งที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้น่าสะพรึงกลัวคือการใช้ "นักเลง" หรือที่รัฐบาลเรียกว่า "ผู้กว้างขวาง" มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ภายใต้การสนับสนุนของ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์
กลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านี้ไม่ได้แค่ข่มขู่ แต่กระทำการรุนแรงอย่างป่าเถื่อน
- ใช้อุจจาระป้ายบ้านผู้สมัครฝ่ายค้าน
- ขว้างปาเวทีปราศรัย
- ทำร้ายร่างกายกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง
- มีบันทึกถึงขั้นใช้ขวานทำร้ายผู้ลงคะแนนที่แสดงตัวว่าสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ จนบาดเจ็บสาหัส
การดึงกลุ่มอิทธิพลนอกกฎหมายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกรัฐอย่างเปิดเผย คือจุดเริ่มต้นของระบบ "มาเฟียการเมือง" ที่ฝังรากลึกในท้องถิ่นไทยมาอย่างยาวนาน
4. "ลดธงครึ่งเสา" ไว้อาลัยให้กับประชาธิปไตย
ชัยชนะที่ได้มาด้วยความสกปรก นำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาถึงขีดสุด จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อนิสิตจุฬาฯ รวมตัวกัน “ชักธงชาติลงครึ่งเสา” เพื่อไว้อาลัยให้กับประชาธิปไตย
ภาพนิสิตนักศึกษาเดินขบวนจากสามย่านไปทำเนียบรัฐบาล ทลายแผงกั้นของตำรวจเป็นสัญญาณว่า “จอมพล ป.” ได้หมดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง และเปิดช่องให้ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” ฉวยโอกาสสวมบทฮีโร่ด้วยวลีเด็ด "พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ" ก่อนจะทำรัฐประหารในอีกไม่กี่เดือนต่อมา
5. ถอดบทเรียนจากอดีต
การเลือกตั้งสกปรกปี 2500 ให้บทเรียนราคาแพงแก่สังคมไทยอย่างน้อย 3 ประการ
(1) ความชอบธรรมสร้างไม่ได้ด้วยตัวเลข
ชัยชนะในการเลือกตั้งไม่มีความหมาย หากกระบวนการนั้นขาดความสุจริต รัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมทางจริยธรรม ย่อมเปราะบางและล่มสลายได้ง่าย
(2) อันตรายของการเมืองสามเส้า
เมื่อกองทัพ ตำรวจ และนักการเมือง แย่งชิงอำนาจโดยใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน ความเสียหายจะตกอยู่กับประเทศชาติ
(3) มรดกบาปที่ยังไม่จางหาย
เทคนิค "ไพ่ไฟ" และ "บัตรเขย่ง" จากปี 2500 ยังคงเป็นคำศัพท์ที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งในยุคปัจจุบัน สะท้อนว่าความไม่ไว้วางใจในระบบการเลือกตั้งของไทย ซึ่งยังคงเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ยากจะลืมเลือน
การย้อนรอยเหตุการณ์นี้ไม่ใช่การฟื้นฝอยหาตะเข็บ แต่เป็นการเตือนสติว่า "ประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มและจบแค่ที่คูหาเลือกตั้ง" แต่ต้องประกอบด้วยความสุจริต โปร่งใส และการเคารพในเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
#โกงเลือกตั้ง #เลือกตั้ง2569 #ไฟดับหีบสลับ #ไพ่ไฟ #ประวัติศาสตร์การเมืองไทย #ประชาธิปไตยไทย #บทเรียนการเมือง #อาชญากรรมทางประชาธิปไตย







