ชัยชนะถล่มทลาย ชนิดที่เรียกว่า “แลนด์สไลด์” แม้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะยอมรับด้วยท่าที “ถ่อมตัว” ว่า “มากกว่าที่คิดเอาไว้” แต่หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ก็เป็น อนุทิน ที่เคยบอกกับสื่อ ว่าเขาเองประเมินต่างไปจากโพล หลายสำนัก โดยเชื่อว่า พรรคภูมิใจไทย ได้มากกว่า 150 ที่นั่ง
อนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 6 ก.พ.ก่อนวันเลือกตั้งถึงกรณีที่ปราศรัยว่าพรรคภูมิใจไทยจะโตขึ้นอีกหนึ่งเท่า โดยคาดหวังว่าจะได้รับการเลือกตั้ง 150 ที่นั่ง ใช่หรือไม่ อนุทิน หัวเราะ และระบุว่า “ผมคิดว่ามากกว่าเท่าหนึ่ง”
แน่นอนว่าความมั่นใจของอนุทิน นอกเหนือไปจาก “ตัวเลขกลมๆ” ที่จะนำมาใช้ใน “สูตรรัฐบาลผสม” หลังการเลือกตั้งแล้ว ลึกๆพรรคภูมิใจไทย เองต้องมองข้ามช็อตไปไกลอีกด้วยว่า รัฐบาลจะอยู่ได้ยาวอย่างไร
เพราะการเป็นรัฐบาล ที่มาจากการทำ MOA กับพรรคประชาชน หลังรัฐบาล “แพทองธาร” ปิดฉากลง นั้นเกิดขึ้นฉับพลันและกินเวลาไม่ถึง 4เดือน !
เวลานี้สูตรการตั้งรัฐบาล ยังอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “ไม่นิ่ง” แม้ก่อนหน้านี้จะมีรายการโยนหินลงมาถามทางว่าสูตร “ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย-กล้าธรรม” ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีความแข็งแกร่ง เนื่องจากเสียงเกิน 300 เสียง
ทว่าจนถึงวันนี้กลับยังไม่มีความชัดเจน ทั้งจากท่าทีของ พรรคเพื่อไทย เองว่าจะรับเทียบเชิญหรือไม่ และยิ่งย้อนกลับไป จะพบว่า ระหว่าง เพื่อไทยกับ พรรคภูมิใจไทยนั้นจากกันไม่ดีนัก เพราะต่าง “ขัดแย้ง” จนถึงขั้น ที่พรรคภูมิใจไทยถูกปรับออกจากรัฐบาลแพทองธาร
แต่สำหรับ “มิตรเก่า” อย่าง “พรรคกล้าธรรม” ที่มี “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรค ยืนโดดเด่น กลับมีกระแสว่าอาจไม่ได้ “รับเชิญ” ให้ร่วมขบวน “ครม. อนุทิน” เสียแล้ว !
แม้ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส จะส่งสัญญาณ ให้รู้ว่าในมือนั้นมี “80 เสียง” ทีเดียว ทั้งในส่วนของพรรคกล้าธรรม 58 สส.และคาดว่าจะได้เพิ่มอีก รวมถึง “พรรคเล็ก” หมายความว่าร.อ.ธรรมนัส กำลังบอกกับอนุทิน ว่า ในมือเขามีไพ่อะไรบ้าง !
แต่ขณะเดียวกัน การจับขั้วตั้งรัฐบาล สำหรับพรรคภูมิใจไทย รอบนี้ย่อมแตกต่างไปจากที่ผ่านมา เพราะเป้าหมายคือการ “อยู่ยาว” ให้ครบ 4ปี หลังจากที่ “ทดลองงาน” มาแล้ว โดยการทำ MOA กับพรรคประชาชน
ฉะนั้นการอยู่ยาว จึงไม่ใช่อยู่ที่ “จำนวนสส.” เพื่อให้เกิด “รัฐบาลเสียงข้างมาก” เท่านั้น แต่ในระหว่างทาง หากต้องเผชิญหน้า หรือ “รับมือ” กับ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่กำลังคืนฟอร์ม แม้จะได้สส.เข้าสภาฯ 22 ที่นั่ง แต่รอบนี้ มี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรค ถือธงนำ มาพร้อมกับทีมเศรษฐกิจ ที่พร้อมจะตรวจสอบรัฐบาล
ยิ่งเมื่ออภิสิทธิ์ ประกาศแล้วว่า “พร้อมเป็นฝ่ายค้าน” ตั้งแต่เย็นวันที่ 8 ก.พ. หลังจากที่รู้ผลเลือกตั้ง สส.อย่างไม่เป็นทางการ
ดังนั้นในระหว่างนี้ จึงไม่แปลกที่ทุกสายตาจะจับจ้องไปยัง พรรคภูมิใจไทย ว่าจะเลือก “ผสมสี” จับขั้วรัฐบาลกับพรรคใดบ้าง
เมื่อร.อ.ธรรมนัส ประกาศตัวเลขในมือแล้วว่า มี “80เสียง”
ส่วนพรรคเพื่อไทย ซึ่งวันนี้กลายเป็นพรรคต่ำร้อย เพราะได้สส.74 คน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะถูกดึงมาร่วมด้วยหรือไม่ หรือจะปล่อยให้พรรคเพื่อไทย ไปเป็น “ฝ่ายค้าน” จะยิ่งกลายเป็นการ “สะสม” ความแค้นที่เคยมีต่อกัน ต่อไป
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เอง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่ภารกิจสำคัญ ยังอยู่ที่การ “วางเกมยาว” ฟื้นพรรคเพื่อรองรับการเลือกตั้งรอบหน้า ซึ่งอาจมีขึ้นก่อนรัฐบาล อยู่จนครบเทอม 4 ปีด้วยซ้ำ
ทำไป ทำมา โจทย์ข้อยาก อาจมาตกอยู่ที่พรรคอันดับ 1 อย่างภูมิใจไทย ที่ยังต้องการ “เสถียรภาพ” จากการมีจำนวนสส.ในสภาฯ หากแต่ยังต้องการ “ความเชื่อมั่น” ที่ต้องอาศัย “มืออาชีพ” ทั้ง “เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์” แล้ว ยังต้องการ “ภาพลักษณ์” ครม.ใหม่ เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งต้องเป็นครม. ที่มีเสียง “ยี้” ให้เบาที่สุด ให้น้อยที่สุด !








