เมื่อตัวเลข 193 ที่นั่ง ปรากฏขึ้นบนกระดานผลการเลือกตั้ง มันไม่ได้เป็นเพียงสถิติที่สร้างความตกตะลึง แต่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงขุมกำลังอันแข็งแกร่งของ "พรรคภูมิใจไทย" ที่สามารถคว้าชัยเหนือคู่แข่งสำคัญอย่าง "พรรคประชาชน" และ "พรรคเพื่อไทย" ไปได้อย่างขาดลอย
หากเปรียบสนามการเลือกตั้งเป็นกระดานหมากรุก ชัยชนะในครั้งนี้มิได้เกิดขึ้นเพราะปาฏิหาริย์ แต่เป็นผลสัมฤทธิ์จากการวางกลยุทธ์ที่ลุ่มลึกและยาวนาน ภายใต้สมการทางการเมืองใหม่ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้กำหนดทิศทาง โดยอาศัยปัจจัยแวดล้อม และความเพลี่ยงพล้ำของคู่แข่ง ดังนี้
1. ยุทธศาสตร์ "บ้านใหญ่"
เมื่อถอดรหัสชัยชนะของภูมิใจไทย จะพบความจริงที่น่าสนใจ คือการกวาดที่นั่ง สส. เขต ได้ถึง 175 ที่นั่ง ในขณะที่ สส. บัญชีรายชื่อ มีเพียง 19 ที่นั่ง ช่องว่างมหาศาลระหว่างคะแนนเขตและคะแนนพรรคนี้ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าในสนามการเมืองระดับภูมิภาค "แบรนด์พรรค" อาจไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดเท่ากับ "ตัวบุคคล" และ "เครือข่าย"
พรรคภูมิใจไทยอ่านเกมนี้ขาด จึงเลือกใช้วิธีผนึกกำลังกับ "กลุ่มบ้านใหญ่" และตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลในแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะการดึงฐานเสียงเดิมจากพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่น ๆ เข้ามาเสริมทัพ ส่งผลให้ค่ายสีน้ำเงินแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดในชั่วข้ามคืน
2. "มหาดไทย" รากฐานที่หยั่งลึก
ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือการกุมบังเหียนกระทรวงมหาดไทยอย่างต่อเนื่องของ "อนุทิน ชาญวีรกูล" ตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งแม้จะมีช่วงเว้นวรรคสั้น ๆ แต่ก็สามารถกลับมาควบคุมกลไกมหาดไทยได้อย่างรวดเร็ว
การผลักดันนโยบายที่สร้างความพึงพอใจให้กลุ่ม "กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน" และการบริหารงานผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดแบบ CEO ไม่ได้เป็นเพียงการบริหารราชการแผ่นดิน แต่คือการสร้างพันธมิตรที่เข้มแข็งในระดับท้องถิ่น
ในขณะที่พรรคอื่นมุ่งเน้นกระแสบนโลกออนไลน์ ภูมิใจไทยกลับเลือกที่จะลงหลักปักฐานในโลกแห่งความเป็นจริง สร้างผลงานที่จับต้องได้และตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะหน้าของคนในพื้นที่ผ่านกลไกราชการ
3. กระแส "ชาตินิยม" จุดเปลี่ยนวิกฤตชายแดน
สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ภูมิใจไทยหยิบฉวยมาใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกจังหวะ ด้วยการประกาศจุดยืนที่แข็งกร้าวในการ "ปกป้องอธิปไตย" และตอบโต้กัมพูชาอย่างทันท่วงที ซึ่งส่งผลบวกใน 2 มิติ
มิติที่ 1 ดึงคะแนนเสียงอนุรักษ์นิยม: สร้างภาพลักษณ์ "ผู้พิทักษ์ชาติ" ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่ถูกปลุกเร้าจากการปะทะและการปิดด่านชายแดน
มิติที่ 2 ตีกินทางการเมือง: ความขึงขังของภูมิใจไทยยิ่งตอกย้ำแผลของพรรคเพื่อไทยให้ลึกยิ่งขึ้น จากกรณีคลิปเสียงอื้อฉาวระหว่าง "แพทองธาร - ฮุนเซน" ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน
ในขณะที่เพื่อไทยถูกตั้งคำถามเรื่องความสัมพันธ์กับผู้นำกัมพูชา ภูมิใจไทยกลับวางตัวเป็นฝ่ายที่ "ไม่ยอมจำนน" ดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ห่วงใยเรื่องดินแดนให้เทคะแนนให้
4. การเพลี่ยงพล้ำของพรรคคู่แข่ง
พรรคเพื่อไทยเผชิญวิกฤตศรัทธาอย่างหนัก ตั้งแต่การข้ามขั้วตั้งรัฐบาล นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตที่ล้มเหลว ภาพลักษณ์ผู้นำที่ไม่มีประสบการณ์ และฟางเส้นสุดท้ายคือคลิปเสียงที่ทำให้แพทองธารต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ
ส่วนพรรคประชาชนประสบปัญหาบาดแผลฉกรรจ์จากการโหวตหนุน "อนุทิน" เป็นนายกฯ ซึ่งสร้างความผิดหวังให้ฐานเสียงเดิม (ด้อมส้ม) ประกอบกับกระแสตีกลับจากการวิพากษ์วิจารณ์กองทัพในอดีต ในช่วงวิกฤตชายแดน
ในขณะที่คู่แข่งทางการเมืองเพลี่ยงพล้ำ ภูมิใจไทยได้วางตำแหน่งตัวเองเป็น "ทางเลือกที่ปลอดภัย" นำเสนอแนวทาง "อนุรักษ์นิยมใหม่" ที่เน้นการประนีประนอมและการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านนโยบาย "10 Plus" เพื่อดึงดูดกลุ่มทุนและชนชั้นกลางที่โหยหาเสถียรภาพ
5. ภูมิทัศน์การเมืองใหม่
ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งปี 2569 มิใช่เพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองไทยครั้งสำคัญ
บทเรียนจากสนามเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า "อุดมการณ์" เพียงอย่างเดียวไม่อาจเอาชนะ "เครือข่ายอุปถัมภ์ที่เข้มแข็ง" และ "การบริหารอารมณ์ความรู้สึกของมวลชน" ในยามวิกฤตได้
ความสำเร็จของภูมิใจไทย เกิดจากการผสมผสานระหว่างการเมืองแบบเก่า (ระบบบ้านใหญ่และกลไกรัฐ) เข้ากับการเมืองแบบใหม่ (การสร้างกระแสชาตินิยมและการวาง Positioning ทางการตลาด) ได้อย่างลงตัว ที่ส่งผลให้ก้าวข้ามจากพรรคขนาดกลาง สู่การเป็นพรรคการเมืองระดับมหาอำนาจ ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดชะตากรรมของประเทศ
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
#ภูมิใจไทย #คลื่นยักษ์สีน้ำเงิน #เลือกตั้ง2569 #อนุทิน #บ้านใหญ่ #มหาดไทย #การเมืองไทย #193ที่นั่ง #เปลี่ยนขั้วอำนาจ #ภูมิทัศน์การเมืองใหม่







