คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล
“สายมูชอบดูดวง สายวิทย์ชอบดูดาว” สองศาสตร์นี้ไปด้วยกันได้หรือไม่?
เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ไปเที่ยวงานที่มีชื่อว่า “ส่องดาว เล่าดวง รหัสฟ้า ชะตาคน” จัดที่สนามด้านหน้าอาคารห้องส่งสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ถนนวิภาวดีรังสิต มีคนไปร่วมนับพันคนจนแน่นไปหมดทั่วบริเวณ งานเริ่ม 5 โมงเย็น กว่างานจะเลิกก็ 4 ทุ่ม
ในงานมีกิจกรรมมากมาย ตั้งแต่กิจกรรมสำหรับเด็ก ๆ ที่รักความสนุก เป็น เวิร์กชอป (Workshop) เกี่ยวกับดาราศาสตร์และ เกม (Game) ต่าง ๆ ไปจนถึงพวกผู้ใหญ่ที่จริงจังกับชีวิต คือการเสวนาในหัวข้อเดียวกับชื่อของงาน และที่ขาดไม่ได้ก็คือกิจกรรมดูดาว โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ที่ได้ระดมนักวิทยาศาสตร์และนักเรียนหลายโรงเรียน มาช่วยแนะนำและสาธิตการดูดาวด้วยกล้องโทรทรรศน์ที่ทันสมัย ซึ่งนำมาให้คนที่เข้ามาในงานได้ชมกว่า 50 ชุด
ผู้เขียนเป็นคนที่ชอบดูดาว จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ อายุราว 6-7 ขวบ ต้องไปอยู่กับปู่และย่าที่บ้านนอกในอำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา หมู่บ้านที่ไปอยู่ผู้คนมีอาชีพทำนา หน้าหนาวประมาณเดือนธันวาคมพวกเขาจะเกี่ยวข้าวมากองรวมที่ลานในทุ่งนา แล้วก็พากัน “ฟาดข้าว” เอาเมล็ดมากองไว้มุมหนึ่ง ส่วนที่เหลือเป็นฟางข้าวก็จะเอามากองไว้อีกมุมหนึ่ง
พวกเด็ก ๆ ก็จะพากันเข้าไปเล่นในกองฟาง ที่ผู้ใหญ่ทำเป็นเหมือนถ้ำเล็ก ๆ ให้เข้าไปเล่นขายข้าวขายแกงตามประสาเด็ก กลางคืนต้องนอนเฝ้าข้าว ก็ยังได้อาศัยซุ้มฟางนี้บังลมหนาว ท้องฟ้าในค่ำคืนฤดูนี้ดำสนิทไร้เมฆหมอก มักจะมองเห็นดวงดาวกระจายเต็มท้องฟ้า สว่างเหมือนใครไปจุดตะเกียงดวงโต ๆ เป็นหมื่นเป็นแสนดวงไว้บนนั้น แต่ที่ตื่นเต้นที่สุดก็คือ “ผีพุ่งใต้” ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “ฝนดาวตก” ที่แต่ละคืนจะสาดแสง พาดสาย ฉวัดเฉวียนให้ได้ชมจากมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่งของท้องฟ้าตลอดคืน
เป็นเด็กท้องนาอยู่ 4 ปี จนจบประถมต้น ก็มาเรียนต่อชั้นประถมปลายในกรุงเทพฯ โรงเรียนพาไปดูดาวที่ท้องฟ้าจำลองตรงเอกมัย ก็ยิ่งตื่นเต้นมาก เพราะได้รู้ว่าดวงดาวที่เราเคยเห็นเป็นดวงและเส้นสายกลางทุ่งนานั้น มีรูปร่างและลักษณะต่าง ๆ รวมถึงชื่อ ตำนาน ประวัติความเป็นมา และผลกระทบที่มีต่อโลกและมนุษย์ ต่อมาพอมีโอกาสก็จะนั่งรถเมล์ไปดูเองอยู่บ่อย ๆ ซึ่งเขาจะมีโปรแกรมเปลี่ยนไปทุก 2-3 เดือน จนเมื่อแต่งงานมีลูกแล้วก็พาลูกไปดูเป็นประจำ ซึ่งลูกก็ชอบมาก ถึงขั้นได้เรียนด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์จนจบปริญญาโท และได้กลับมาทำงานที่ศูนย์วิจัยดาราศาสตร์สิรินธร อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ระยะหนึ่ง กระทั่งใช้ทุนหมดแล้วจึงเปลี่ยนสายงานมาทำงานอื่นในปัจจุบัน แต่ก็ยังชอบกิจกรรมในเรื่องนี้อยู่เสมอ โดยในงานที่ไทยพีบีเอสเมื่อสุดสัปดาห์นั้น ลูกชายก็ได้ไปร่วมเที่ยวงานด้วย
ในส่วนที่ผู้เขียนสนใจคือการเสวนา วิทยากรประกอบด้วยผู้บริหารจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ, กรรมการจากสมาคมโหรแห่งประเทศไทย, นักวิชาการด้านดาราศาสตร์ และนักกิจกรรมทางสังคม สาระของการเสวนาโดยสรุปคือ ดาราศาสตร์กับโหราศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกัน ดวงดาวนำมาซึ่งการพยากรณ์มาตั้งแต่สมัยโบราณ และส่งผลต่อการมองชีวิตผู้คนรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมพอสมควร แม้ปัจจุบันทั้งสองศาสตร์จะแยกออกจากกัน แต่คนก็ยังมองว่าดวงดาวมีอิทธิพลต่อความเป็นไปในชีวิตและสังคม โดยเฉพาะในสังคมไทยที่นิยมการดูดวง อันเป็นการผสมผสานเรื่องทางศาสนาเข้ากับไสยศาสตร์
มีช่วงหนึ่งที่เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจ วิทยากรจากสมาคมโหรฯ ได้พูดถึงความนิยมในการดูดวงของคนไทยที่แตกต่างจากฝรั่ง โดยบอกว่าฝรั่งเวลาที่มีปัญหาความวิตกกังวลหรือความว้าวุ่นทางจิตใจ เขาจะไปหาจิตแพทย์ ซึ่งในหลายประเทศมีสวัสดิการเรื่องนี้อย่างดี และถือเป็นเรื่องปกติเหมือนปวดหัวตัวร้อนแล้วไปหาหมอตามคลินิก แต่ในประเทศไทย คนไทยมองว่าการไปพบจิตแพทย์เป็นความ “น่าอับอาย” ไม่ควรเปิดเผย “หมอดู” จึงเป็นทางออกที่คนไทยนิยมเวลาที่กลุ้มอกกลุ้มใจ เพราะถ้ามีคนรู้ว่าไปพบจิตแพทย์ คนอื่นก็จะนึกว่าเราเป็นบ้าหรือ “โรคจิต”
ว่ากันไปแล้ว หมอดูนี่แหละคือจิตแพทย์ที่ดีที่สุด เพราะสามารถใช้คำพูด “รักษา” ความไม่สบายใจของผู้คนได้อย่างสะดวกสบายตลอดเวลา เราจึงเห็นการดูดวงปรากฏอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์มากมาย มีบรรดา “พ่อหมอ แม่หมอ และเกจิ” เต็มไปหมด ซึ่งคาดกันว่าโหราศาสตร์จะอยู่กับมนุษย์ไปทุกยุคสมัย ตราบใดที่มนุษย์ยังมีปัญหาเรื่องจิตใจ หมอดูก็จะเป็นผู้ “ดูแลรักษา” ตลอดไป
ผู้เขียนเองก็สนใจในวิชาโหราศาสตร์ นอกจากจะชอบดูดวงเป็นประจำแล้ว ยังชอบค้นคว้าและทดลองด้วยตนเอง โดยอ่านตำราแล้วไปทดลองทำนายทายทักกับเพื่อนและคนรู้จัก ทั้งการดูลายมือ กราฟชีวิต ผูกดวง และ ไพ่ยิปซี ซึ่งแน่นอนว่ามีทั้งแม่นและไม่แม่น (โดยดูที่ความพอใจของคนที่เราดูให้ ถ้าเขาพอใจอารมณ์ดี แสดงว่าเราดูแม่น แต่ถ้าหงุดหงิดไม่สบายใจก็น่าจะเป็นความไม่พอใจส่วนหนึ่ง) แต่มันได้พิสูจน์ให้เห็นว่า โหราศาสตร์คือจิตแพทย์ที่ดีที่สุด แม้คนส่วนหนึ่งมองว่าเป็นเรื่องเหลวไหล แต่เมื่อยามกลุ้มใจ ก็ต้องเคย “แอบ” อ่านดวงหรือ “ย่อง” ไปหาหมอดูบ้างอย่างแน่นอน
โหราศาสตร์บางตำราถือว่าเป็น “มหาศาสตร์” หรือ “ราชาศาสตร์” เพราะเป็นวิชาที่ผู้ปกครองใช้บริหารประเทศมาแต่โบราณ หากศึกษาวรรณคดีใหญ่ ๆ กษัตริย์ในยุคโบราณต้องพึ่ง “โหราจารย์” คอยทำนายทายทักและให้ข้อแนะนำปัญหาสังคม ผู้นำในประวัติศาสตร์หลายคนใช้โหราศาสตร์ในการ “สร้างบ้านแปงเมือง” การทำศึกสงคราม หรือการใช้ออกคำพยากรณ์เพื่อ “ปลุกเร้า” ให้พลเมืองเกิดความฮึกเหิม หรือกระทั่งใช้ในเชิง “โฆษณาชวนเชื่อ” เพื่อให้ประชาชนยอมรับในตัวผู้ปกครอง
ช่วงนี้เป็นฤดูการเลือกตั้ง ส.ส. คนไทยอยู่ในบรรยากาศของการถูก “ปลุกระดม” อย่างหนักหน่วงจากการหาเสียง ทุกพรรคต่างให้ความหวังและ “ขายฝัน” จนดูวุ่นวายสับสน บรรยากาศแบบนี้สร้างปัญหาทางจิตใจให้ผู้คนพอสมควร คือไม่รู้ว่าจะเชื่อใครและเลือกใครดี
ผู้เขียนขอใช้วิชาหมอดูอีกครั้งตรงนี้ว่า ถ้าเลือกตั้งแล้วมีปัญหา เช่น ตั้งรัฐบาลไม่ได้ หรือได้รัฐบาลที่ไม่ดี ประเทศไทยก็มีทางออกอย่างแน่นอน ทางโหราศาสตร์บอกว่า ตอนตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้วางลัคนาเมืองโดยให้ “อังคารกุมลัคน์” อังคารคือทหาร เพราะฉะนั้นเมื่อชาติมีปัญหา ทหารก็จะออกมา “ช่วยแก้ไข” ให้เสมอ
ตามคำทำนายของ “อาจารย์ทวีศรีสยาม” บอกไว้ตรงนี้ว่า ทหารที่จะมาปกครองประเทศในยุคใหม่นี้ จะไม่แก่มาก มีชื่อเสียงเป็นวีรบุรุษ และเป็นนักประชาธิปไตยพอสมควร
เชื่อหรือไม่เชื่อก็ “ตัวใครตัวมัน” ครับ!
#ดวงกับดาว #ดูดวงดูดาว #โหราศาสตร์ #ดาราศาสตร์ #สังคมไทย #ชีวิตและบ้านเมือง #สายมูสายวิทย์








