เมื่อนาฬิกาทางการเมืองเดินเข้าสู่ “ช่วงโค้งสุดท้าย” ของการเลือกตั้ง บรรยากาศการหาเสียงมักเปลี่ยนไป เราไม่ได้กำลังดูการประชันนโยบายสวยหรู แต่นี่คือ “สงครามจิตวิทยา” ที่แต่ละพรรคงัดอาวุธลับออกมาเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
โดยในช่วงโค้งสุดท้าย 3 พรรคการเมืองใหญ่ ได้ปรับเปลี่ยนยุทธวิธี ด้วยการแบ่งแยกกลุ่มเป้าหมายและใช้อารมณ์ความรู้สึกของประชาชนเป็นตัวขับเคลื่อน ดังนี้
1. พรรคเพื่อไทย: รุกฆาตด้วย "ประชานิยมแห่งความหวัง"
หากสังเกตช่วงแรก เพื่อไทยดูเหมือนจะตกเป็นฝ่าย “ตั้งรับ” จากปัญหาต่างๆ ที่ถาโถม วางตำแหน่งตัวเองเป็น “พรรคตัวแปร” สไตล์การหาเสียงจึงไม่หวือหวานัก แต่ในช่วงโค้งสุดท้ายเลือกที่จะพลิกเกมด้วยกลยุทธ์ Marketing of Hope หรือการขายความหวังที่จับต้องได้
การปล่อยแคมเปญ “ยิ่งกว่าพลัส” และนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่นี่คือการเตรียมความพร้อมไว้ก่อนแล้ว เพียงแต่รอจังหวะที่เหมาะสม โดยพุ่งเป้าไปที่ความรู้สึกปากท้องของประชาชน
เพื่อไทยกำลังเปลี่ยนความเครียดทางเศรษฐกิจ ให้กลายเป็น “ความตื่นเต้น” การชูเรื่องการลุ้นโชคคือการบอกชาวบ้านว่า “ชีวิตคุณมีโอกาสพลิกผันได้ทุกวันถ้าเลือกเรา” เป็นการใช้ผลประโยชน์ระยะสั้นเพื่อจูงใจ และกลบเสียงวิจารณ์เรื่องอุดมการณ์ และความผิดพลาดทางการเมือง
2. พรรคประชาชน: ปลุก "จิตวิญญาณก้าวไกล" ผสมการชน "ระบบโครงสร้าง"
พรรคประชาชนรู้ดีว่า จุดแข็งที่สุดของพรรคคือ “กระแส” และ “อุดมการณ์” โค้งสุดท้ายนี้จึงเป็นการผสมผสานระหว่าง พลังของตัวบุคคล และ การเจาะแผลระบบโครงสร้าง
การที่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” กลับมาช่วยหาเสียงอย่างเต็มสูบ คือการส่งสัญญาณเรียก “คะแนนสงสาร” และ “คะแนนความหวัง” จากกลุ่มคนที่รู้สึกว่าเสียงของเขาถูกปล้นไป แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การเลือกหยิบเรื่อง “ประกันสังคม” มาเป็นเป้าโจมตี
ทำไมต้องประกันสังคม ? เพราะนี่คือเรื่องที่กระทบคนวัยทำงานและมนุษย์เงินเดือนโดยตรงที่สุด พรรคประชาชนกำลังชี้ให้เห็นว่าระบบปัจจุบันมีปัญหาและไม่น่าไว้วางใจ เพื่อดึงดูดกลุ่มชนชั้นกลางและแรงงานให้รู้สึกว่า “นี่คือพรรคเดียวที่กล้าชนกับโครงสร้างที่ไม่ชอบมาพากล”
3. พรรคภูมิใจไทย: เดิมพันด้วย "ความกลัว"
ในขณะที่สองพรรคแรกเล่นกับความหวังและการเปลี่ยนแปลง ภูมิใจไทยกลับเลือกเส้นทางที่เงียบแต่ทรงพลังที่สุด นั่นคือการเล่นกับ “ความกลัว” ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม
วาทกรรมทำนองว่า “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” คือการบีบให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝั่งขวาต้องตัดสินใจเลือกแบบ “เชิงยุทธศาสตร์” กล่าวคือ แม้คุณจะไม่ชอบภูมิใจไทยที่สุด แต่ถ้าคุณกลัวพรรคประชาชน ! การเลือกภูมิใจไทย จะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด
ภูมิใจไทยกำลังสถาปนาตัวเองเป็น “หัวขบวนฝ่ายอนุรักษ์นิยม” โดยพยายามรวบเสียงจากพรรคขั้วอนุรักษ์นิยมเดิมที่อ่อนแรงลง เพื่อบอกว่า พรรคคือผนังทองแดงกำแพงเหล็กด่านสุดท้าย ที่จะต้านทานกระแสการเปลี่ยนแปลงได้
4. ความกลัว ความหวัง การเปลี่ยนแปลง
โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง จึงเป็นช่วงที่สำคัญ หากอารมณ์ความรู้สึกแบบใดจุดติดขึ้นมาในเวลานี้ ก็อาจทำให้กระแสลมเปลี่ยนทิศได้
ความกลัว: กลัวความวุ่นวาย กลัวการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน (พรรคภูมิใจไทย)
ความหวัง: อยากรวย อยากมีโชค (พรรคเพื่อไทย)
การเปลี่ยนแปลง: อยากรื้อโครงสร้างที่อยุติธรรม (พรรคประชาชน)
ชัยชนะในการเลือกตั้ง ประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ มากมาย แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็เคยมีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่า หากกลยุทธ์หรือวาทกรรมของพรรคใด จุดติดได้ในช่วงโค้งสุดท้าย ก็อาจพลิกเกมกลายเป็นตัวแปรชี้ขาดผลแพ้ชนะได้… อย่างไม่คาดคิด
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม







