วิกฤตการณ์ราคามะพร้าวน้ำหอมไทยในช่วงต้นปี 2569 กำลังสะท้อนภาพความเปราะบางของพืชเศรษฐกิจระดับพรีเมียมที่เคยเป็นความภาคภูมิใจของประเทศ เมื่อราคาหน้าสวนดิ่งลงมาอยู่เพียงลูกละ 2–3 บาท สวนทางอย่างรุนแรงกับต้นทุนการผลิตที่ขยับขึ้นไปถึงลูกละ 4–5 บาท สถานการณ์เช่นนี้จึงไม่อาจมองเป็นเพียงความผันผวนตามฤดูกาล หากแต่เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในระบบการผลิตและการตลาดของมะพร้าวน้ำหอมไทย ตั้งแต่การบิดเบือนกลไกราคาของกลุ่มทุนต่างชาติในลักษณะนอมินีที่แทรกซึมเข้ามาในพื้นที่แหล่งปลูกสำคัญ ไปจนถึงการสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งเคยเป็นตลาดหลัก แต่ปัจจุบันต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากมะพร้าวเวียดนามซึ่งมีต้นทุนขนส่งต่ำกว่าและปริมาณผลผลิตจำนวนมากหลังการลงนามพิธีสารส่งออกอย่างเป็นทางการ
ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายได้ของเกษตรกร หากยังสะท้อนผ่านความผิดปกติของโครงสร้างราคาในห่วงโซ่อุปทานอย่างชัดเจน ในขณะที่ชาวสวนต้องขายผลผลิตในราคาต่ำกว่าทุน ราคาขายปลีกกลับยังคงอยู่ในระดับ 30–35 บาทต่อลูก และสูงถึง 60 บาทในพื้นที่ท่องเที่ยว ช่องว่างราคาที่กว้างผิดปกตินี้บ่งชี้ถึงอำนาจการต่อรองที่ไม่สมดุล และการฉวยโอกาสของพ่อค้าคนกลางบางส่วนที่อาศัยความไม่แน่นอนของตลาดและสถานการณ์ทางการเมืองกดราคารับซื้ออย่างไม่เป็นธรรม จนทำให้เกษตรกรในหลายพื้นที่เริ่มแบกรับภาระขาดทุนสะสมและเสี่ยงต่อการละทิ้งอาชีพในระยะยาว
ความตึงเครียดของสถานการณ์นำไปสู่การรวมตัวของชาวสวนจากจังหวัดแหล่งปลูกหลัก ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและขอให้ภาครัฐเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเร่งเดินหน้ามาตรการเชิงรุก ด้วยการส่ง “ชุดเฉพาะกิจพญานาคราช” ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ กวาดล้าง และเจรจากับโรงงานแปรรูปและล้งมะพร้าว หวังพยุงราคารับซื้อให้กลับมาอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าลูกละ 5 บาทภายในระยะเวลาอันสั้น ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายจัดการล้งนอมินีอย่างจริงจัง ขณะที่กรมการค้าภายในทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงการระบายผลผลิตกว่า 200,000 ลูกเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า สถานีบริการน้ำมัน และจุดจำหน่ายในกรุงเทพฯ เพื่อช่วยลดปริมาณส่วนเกินและสร้างสมดุลให้กับระบบราคา
แม้มาตรการเร่งด่วนจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าได้ในระดับหนึ่ง แต่โจทย์สำคัญในระยะยาวคือการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยให้มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น การพึ่งพาตลาดจีนเพียงตลาดเดียวกลายเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องทบทวน การขยายตลาดไปยังยุโรป ตะวันออกกลาง และประเทศที่ให้ความสำคัญกับสินค้าคุณภาพสูงและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร จะช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
ขณะเดียวกัน การยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่ระบบออร์แกนิกหรือมาตรฐานสากล การรวมกลุ่มของเกษตรกรในรูปแบบ “สหกรณ์” หรือ “วิสาหกิจชุมชน” ที่เข้มแข็ง รวมถึงการนำเทคโนโลยีการแปรรูปมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ล้วนเป็นกลไกสำคัญในการเสริมอำนาจต่อรองและลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง หากสามารถบูรณาการความร่วมมือจากต้นน้ำถึงปลายน้ำได้อย่างเป็นระบบ มะพร้าวน้ำหอมไทยจะไม่เพียงแค่ผ่านพ้นวิกฤตราคาครั้งนี้ แต่ยังมีโอกาสกลับมาผงาดในฐานะพืชเศรษฐกิจพรีเมียมที่สร้างรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว








