การนำนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่หมายมั่นปั้นมือว่า นี่คือ “ไม้เด็ด” ที่จะสามารถช่วงชิงคะแนน ได้เหนือพรรคคู่แข่ง โดย “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” 1 ในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรค กลับกลายเป็น “จุดหักเลี้ยว” พาเพื่อไทย เข้าสู่ “มุมอับ” ตามมาทันที !
23 ม.ค. จุลพันธ์ ประกาศบนเวทีปราศรัยใหญ่ ที่พารากอน กทม. ด้วยการนำเสนอ นโยบายใหญ่ สร้างเศรษฐี 9 คน ทุกวัน เป็นนโยบายที่จะมอบรางวัลให้กับประชาชนคนไทย 5 กลุ่มหลัก รวมแล้ว 9 คน ทุกวัน รางวัลละ 1 ล้านบาท ซึ่งมีเงื่อนไขเพียงการอยู่ในระบบภาษีและการจับจ่ายที่มีการเสียภาษี
หลักการตามที่จุลพันธ์ แจงผ่านเวทีปราศรัย รวยทุกวันเงินล้าน 9 คน จะไม่บังคับใครเข้าสู่ระบบ แต่จะใช้ รางวัลและความภาคภูมิใจเป็นตัวนำ
“กระบวนการของนโยบาย คือการออกรางวัลทั้งหมก 9 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท ในทุกๆ วัน โดยประชาชนไม่จำเป็นต้องซื้อหาอะไรเพื่อรับสิทธิในการลุ้นเงินล้าน แต่คือการที่ประชาชนอยู่ในระบบภาษี หรือจับจ่ายกับร้านค้าในระบบภาษีที่มีใบเสร็จ หรือเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในเกณฑ์ที่รัฐอยากมอบรางวัล และความหวังในทุกๆ วันให้” จุลพันธ์ กล่าวตอนหนึ่งในการปราศรัยถึงนโยบายดังกล่าว
แต่ปรากฏว่า ทันทีที่พรรคเพื่อไทยส่งนโยบายชุดดังกล่าวลงมาก่อนเข้าโค้งสุดท้ายของการหาเสียง กลับมี “เสียงต้าน” ดังทั่วสารทิศ !
โดยเฉพาะจาก “ทีมเศรษฐกิจ” ของพรรคต่างๆ ที่มองต่างออกไป ว่านอกจากจะไม่ใช่ “ไม้เด็ด” แล้ว แต่ยังเต็มไปด้วย “ช่องโหว่” และจุดอ่อน โดยเฉพาะเกิดคำถามที่ว่า “จะเอาเงินจากไหน มาแจก ?”
“กรณ์ จาติกวณิช” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า
“ หลายวันที่ผ่านมาผมเจอคุณจุลพันธุ์อยู่หลายเวที น้องเขาบอกหลายครั้งว่าจะประกาศนโยบายทีเด็ดออกมาคืนนี้ที่เวทีพารากอน ผมก็อุตส่าห์ตั้งใจรอดูว่าจะเปิดตัวนโยบายอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็คือการเอาเงินภาษีมาแจกอีกเช่นเคย และแจกแบบน่าเกลียดมากเพราะผลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเก่งเป็นศูนย์” (24 ม.ค.69)
เสียงวิพากษ์วิจารณ์นโยบายแจกเงินล้าน ครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง เนื่องจากไม่มีใครเชื่อว่าจะทำได้จริงแล้ว ยังมองว่าเป็นการนำ “ตัวเลข” มาขายฝัน หวังทำให้เกิดความฮือฮา เหมือนเมื่อครั้งการเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคเพื่อไทย นำเสนอนโยบายแจกเงินหมื่นผ่านดิจิทัลวอลเล็ต มาแล้ว แต่สุดท้ายเกิดปัญหา จนไม่สามารถเดินหน้าต่อในเฟส ที่ 2ได้
นอกจากนี้ “อัษฎางค์ ยมนาค” นักวิชาการอิสระ ชำแหละนโยบายนี้ว่าไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจ !!
แต่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นหรือการให้สวัสดิการแบบให้เปล่า มักเผชิญกับความเสี่ยงต่อการสร้างหนี้สาธารณะเพิ่ม เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมการเสี่ยงโชค แทนที่รัฐจะเน้นเรื่องการทำงานและสวัสดิการที่มั่นคง ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือ สร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาส นั่นคือ "ใครคือคนที่มีโอกาสได้รางวัล?"
โดยอัษฎางค์ ชี้ว่านโยบายแจกเงินล้าน เช่นนี้ มี 3 ชั้นของเกมอำนาจฐานเสียง คือ1.ชั้นฐานเสียง2.เกมภาพลักษณ์ และ3.เกมช่วงชิงความหวัง และสรุปว่า นโยบายนี้ “ฉลาดทางการเมือง – เสี่ยงทางเศรษฐศาสตร์-อันตรายเชิงวัฒนธรรม”
ลำพังเสียงวิจารณ์ พรรคเพื่อไทย ยังสามารถตอบโต้และชี้แจงได้ แต่ดูเหมือนว่า วันนี้ได้มีคนไปร้องที่คณะกรรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว
โดย “ศรีสุวรรณ จรรยา” ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้สอบสวนและไต่สวนพรรคเพื่อไทย กรณีการหาเสียงโดยนำนโยบายแจกเงินสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน เข้าข่ายเป็นการหาเสียง “สัญญาว่าจะให้” และหรือเป็นการจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง อันเข้าข่ายข้อห้ามตามมาตรา 73 (1) และหรือ (5) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ประกอบ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 หรือไม่
ทางด้าน “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ร้องกกต.ให้ตรวจสอบ พรรคเพื่อไทย กรณีนำเสนอนโยบายดังกล่าว เป็นการจัดทำนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ได้รายงานต่อ กกต. ก่อนวันเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป ไม่น้อยกว่า 20 วัน ตามประกาศ กกต. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง ที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 ข้อ 4 วรรคสอง หรือไม่ และหากมีการฝ่าฝืนประกาศฯ ดังกล่าว จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 57 วรรคสอง หรือไม่ และจะมีโทษตามมาตรา 121 หรือไม่
นโยบายเศรษฐี แจกเงิน วันละ 9ล้าน ของพรรคเพื่อไทย นอกจากจะไม่ว้าวแล้ว ช็อตต่อไปอาจกลายเป็นประเด็นที่มีข้อร้องเรียนให้เกิดเป็นเรื่องกฎหมายการเลือกตั้งตามมา ยังไม่นับที่ก่อนหน้านี้ที่พรรคเพื่อไทย เพิ่งถูกโจมตีเรื่องการแจกเงินหมื่น ก่อนหน้านี้ ที่ต้องจบลง ไปไม่ถึงเฟส ที่3 ทำให้ “แพทองธาร ชินวัตร” นายกฯในขณะนั้น ถูกวิจารณ์อย่างหนัก และพรรคเพื่อไทย เองเพิ่งบอบช้ำ มาแล้ว !








