เลือกตั้ง “เวทีลวงคน” เกมเดิมพันอนาคตประเทศ กับอำนาจที่ประชาชนต้องรู้ทัน
การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยถูกนิยามว่าเป็น “หัวใจของอำนาจประชาชน” เป็นช่องทางสำคัญที่ประชาชนใช้กำหนดทิศทางประเทศผ่านบัตรเลือกตั้ง ทว่าในความเป็นจริง เวทีเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกลับถูกตั้งคำถามว่าได้สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนหรือไม่ หรือเป็นเพียง “เวทีลวงคน” ที่นักการเมืองและกลุ่มอำนาจใช้เป็นเครื่องมือช่วงชิงความได้เปรียบ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยเห็นภาพซ้ำซากของการหาเสียงที่เต็มไปด้วยคำสัญญาสวยหรู นโยบายแจกเงินระยะสั้น และการปลุกเร้าอารมณ์ทางการเมือง เพื่อดึงคะแนนเสียงในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาวต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ การคลัง และเสถียรภาพของประเทศ
หนึ่งในปัญหาหลักของการเลือกตั้งไทย คือการนำเสนอนโยบายที่เน้น “ขายฝัน” มากกว่าความเป็นไปได้จริง ตัวเลขงบประมาณที่ใช้ในโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการถูกตั้งคำถามถึงแหล่งที่มา ความคุ้มค่า และความยั่งยืน แต่กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงโดยแทบไม่มีการชี้แจงเชิงลึกต่อสาธารณะ
เวทีเลือกตั้งจำนวนมากกลายเป็นพื้นที่ของการสร้างภาพลักษณ์ มากกว่าการนำเสนอผลงานเชิงประจักษ์ ผู้สมัครบางรายอาศัยกระแสในโซเชียลมีเดียและวาทกรรมที่เข้าถึงอารมณ์ประชาชน แทนการอธิบายแผนงานอย่างเป็นระบบ
ผลที่ตามมาคือ ประชาชนจำนวนหนึ่งตัดสินใจจาก “ความรู้สึก” มากกว่า “ข้อมูล” ทำให้การเมืองกลายเป็นการแข่งขันด้านการสื่อสาร มากกว่าการแข่งขันด้านคุณภาพนโยบาย
แม้การเลือกตั้งจะเป็นกลไกสำคัญ แต่โครงสร้างทางการเมืองและระบบอุปถัมภ์ยังคงมีบทบาทสูง กลุ่มทุนและเครือข่ายอำนาจสามารถชี้นำทิศทางการเมืองได้ผ่านการสนับสนุนทางการเงินและกลไกเบื้องหลัง
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้คำถามสำคัญยังคงอยู่ การเลือกตั้งในวันนี้ เปิดโอกาสให้ประชาชนเป็น “เจ้าของอำนาจ” จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงพิธีกรรมทางประชาธิปไตยที่คงอยู่เพียงในรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่า การเลือก ในตั้งแต่ละครั้งไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันของพรรคการเมือง แต่คือการเดิมพันอนาคตของประเทศในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข ความเหลื่อมล้ำ และความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก
หากประชาชนยังคงหลงเชื่อ “วาทกรรม” ที่สวยงาม โดยไม่ตั้งคำถาม ประเทศอาจต้องเผชิญกับวงจรซ้ำของรัฐบาลที่ขาดเสถียรภาพ นโยบายสะเปะสะปะ และการพัฒนาที่ไม่ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งจะเป็น “เวทีลวงคน” หรือ “เวทีของประชาชน” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนักการเมืองเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระดับความตื่นรู้ของสังคม หากประชาชนยังปล่อยให้คำสัญญาสวยหรูครอบงำโดยไม่ตรวจสอบ อนาคตประเทศก็อาจถูกกำหนดโดยเกมการเมืองของคนไม่กี่กลุ่ม
แต่หากประชาชนลุกขึ้นเป็น “พลเมืองตื่นรู้” ใช้สิทธิอย่างมีสติ ตรวจสอบนโยบาย และเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้แทน การเลือกตั้งก็จะไม่ใช่เวทีลวงคนอีกต่อไป หากแต่เป็นเวทีที่กำหนดอนาคตชาติด้วยพลังของประชาชนอย่างแท้จริง








