บทความ บทวิเคราะห์

ทีมเวิร์ก ทบ. ยุค “บิ๊กปู” 3 ขุนพล สามทหารเสือ ตท.26 สู้ทุกศึกนอก-ศึกใน

แชร์ข่าว

ใน “ท็อปไฟว์” (5 เสือ) ของกองทัพบกในยุคของ “บิ๊กปู” พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มีเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร รุ่น 26 (ตท.26) ถึง 4 คนรายล้อม เป็นทีมเวิร์กช่วยงาน 

โดยมี “บิ๊กรุ่ง” พล.อ.ชิษณุพงศ์ รอดศิริ อดีตแม่ทัพภาคที่ 1 ที่ขึ้นมาเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. และปัจจุบันขึ้นเป็นรอง ผบ.ทบ. ซึ่งถือเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของพลเอก พนา เมื่อครั้งปฏิบัติหน้าที่ที่กองทัพภาคที่ 1 ด้วยกัน 

“บิ๊กเต้” พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (ผบ.นสศ.) ที่ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. และ “เสธ.ปูด้วง” พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก รวมมีเพื่อนร่วมรุ่นถึง 4 คน จาก 5 ตำแหน่งหลัก 

ส่วน 5 เสือ ทบ. อีกคนหนึ่งคือ “บิ๊กใหญ่” พล.อ.อมฤต บุญสุยา ที่ขยับจากแม่ทัพภาคที่ 1 มาเป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ. แต่เป็นเตรียมทหารรุ่นน้อง คือเตรียมทหาร รุ่น 27 (ตท.27) 

โดยเฉพาะในห้วงวิกฤตความมั่นคง สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ถึงขั้นมีการสู้รบครั้งใหญ่เกิดขึ้น ในขณะที่ พล.อ.พนา เลือกใช้กลยุทธ์ “เคลื่อนไหวในความเงียบ” ไม่ออกสื่อ ไม่ให้สัมภาษณ์ แต่บัญชาการรบและแก้ปัญหาต่าง ๆ อยู่ในที่ตั้งกองบัญชาการ เพราะต้องควบคุมบัญชาการทั้งในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 (กองกำลังสุรนารี) และกองทัพภาคที่ 1 (กองกำลังบูรพา) รวมถึงต้องประสานกับกองทัพเรือ (กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด) ด้วย 

โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ คือ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ในฐานะเสนาธิการทหารบก และเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ลงพื้นที่ทำภารกิจแทน และในบางโอกาส พล.อ.พนา ก็เดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เพราะต้องระมัดระวังฝ่ายกัมพูชาที่จะลักลอบแทรกแซงสัญญาณโทรศัพท์เพื่อหาพิกัดที่ตั้งของ พล.อ.พนา 

ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับที่ฝ่ายทหารไทยใช้เกาะติดหาความเคลื่อนไหวของฝ่ายแม่ทัพนายกองของฝั่งกัมพูชาเช่นกัน เพราะในการรบรอบแรก มีนายทหารกัมพูชาเสียชีวิตจากการถูกยิงโดยการล็อกเป้าจากตำแหน่งของโทรศัพท์มือถือมาแล้ว 

นอกจากนี้ ยังแบ่งหน้าที่ให้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ลงพื้นที่ในฐานะที่เป็นหน่วยรบพิเศษมาก่อนตามสายงานที่รับผิดชอบ ในภาพรวมกองทัพบกจึงมีความเป็นปึกแผ่นภายใต้เตรียมทหาร รุ่น 26 ซึ่งส่งผลดีต่อการทำงานแก้ปัญหา เพราะความเป็นเพื่อนสนิททำให้คุยกันได้ทุกเรื่องและตัดสินใจไปในทิศทางเดียวกัน 

โดยมี “แม่ทัพเติ่ง” พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 เช่นกัน และยังมี “แม่ทัพกุ้ง” พล.อ.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งมีตำแหน่งปัจจุบันเป็นที่ปรึกษา ผบ.ทบ. แม้จะเกษียณราชการแล้วแต่ก็ยังคงช่วยงานด้านความมั่นคงและการสร้างมวลชนให้กองทัพอยู่ เนื่องจากเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 เช่นกัน 

จะเห็นได้ว่าเวลาลงพื้นที่ ไม่ว่าจะชายแดนอีสานใต้หรือชายแดนภาคใต้ พล.อ.พนา จะแท็กทีมเพื่อน ตท.26 ทั้ง พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ และ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ร่วมคณะไปด้วยเสมอ รวมถึง “เจ้ากรมโอ๋” พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก เพื่อนร่วมรุ่นอีกคน 

แม้แต่ในการพบปะรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับ พล.ร.อ. Samuel J. Paparo ผู้บัญชาการกองกำลังภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐอเมริกา (USINDOPACOM) ก็มี “สามทหารเสือ ตท.26” ร่วมโต๊ะ โดยมีการหารือข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา รวมถึงประเมินสถานการณ์ว่าจะมีการรบรอบ 3 หรือไม่ 

เป็นที่รู้กันดีและน่าจับตามองว่า พล.อ.พนา และ เพื่อน ตท.26 วางตัว พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ให้เป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. คนต่อไป ต่อจาก พล.อ.พนา ที่จะเกษียณในวันที่ 30 กันยายน 2570 โดย พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ มีอายุราชการถึงเดือนตุลาคม 2571 สามารถนั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. ต่อได้อีก 1 ปี 

อย่างไรก็ตาม จะต้องชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. กับ พล.อ.อมฤต และอาจรวมถึง “แม่ทัพไก่” พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 คนปัจจุบัน ที่อาจจะขยับขึ้น 5 เสือ ทบ. ในการโยกย้ายเดือนตุลาคม 2569 นี้ เพื่อรอชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. อีกคนในฐานะแกนนำเตรียมทหาร รุ่น 28 (ตท.28) ที่มีบารมีสนับสนุนในรุ่น 

ดังนั้น การแต่งตั้งโยกย้ายในเดือนกันยายน 2570 จึงจะเป็นการชิงชัยกันระหว่าง ตท.26, ตท.27 และ ตท.28 เลยทีเดียว เพราะจะเป็นการตัดสินอนาคตของแกนนำแต่ละรุ่นอีกหลายคนที่จ่อรอขยับขึ้นคุมตำแหน่งสำคัญในกองทัพ 

แต่แน่นอนว่า ตท.26 ย่อมได้เปรียบในเชิงความต่อเนื่องของอำนาจ อีกทั้ง พล.อ.พนา เป็นคนที่รักเพื่อนพ้อง จะเห็นได้ว่าในห้วงที่ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. พล.อ.พนา ได้ขยับเพื่อนลงตำแหน่งสำคัญ รวมถึงเลื่อนยศให้เพื่อนหลายคนที่เคยถูก “ดอง” มาในยุคก่อนหน้านี้ ซึ่งถือเป็นจังหวะที่ ตท.26 ขึ้นมาพอดี 

สำหรับสถานการณ์ทั้งศึกนอกและศึกใน ปัญหาความมั่นคงที่รออยู่ มีเสียงจากแกนนำรุ่นคนหนึ่งสะท้อนความแน่นปึกของ ตท.26 ว่า “ใครที่มาทะเลาะหรือมีปัญหากับ ตท.26 ก็ถือว่าโชคร้าย” 

ในห้วงที่ผ่านมา พล.อ.พนา ได้เปิดโอกาสให้พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ ได้แสดงผลงานในการอยู่เบื้องหลังหน่วยรบพิเศษและหน่วยปฏิบัติการพิเศษต่าง ๆ ที่ร่วมรบยึดคืนแผ่นดินไทยในสมรภูมิ “ยุทธการศตวรรษ” การรบรอบ 2 

แม้แต่การรบรอบแรกใน “ยุทธการยุทธบดินทร์” พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ซึ่งในเวลานั้นดำรงตำแหน่ง ผบ.นสศ. ได้มีส่วนสำคัญในการบัญชาการรบ วางแผนยึดคืนภูมะเขือ และลงพื้นที่หน้าแนวด้วยตัวเอง 

ส่วน พล.อ.อมฤต ด้วยสายงานที่รับผิดชอบในฐานะ ผช.ผบ.ทบ. ไม่ได้มีความรับผิดชอบโดยตรงกับเรื่องการสู้รบกับกัมพูชา แต่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนตามสายงานเท่านั้น บทบาทจึงไม่โดดเด่นมากนัก 

ดังนั้น สถานการณ์ศึกนอก (เขมร) นับจากนี้ นอกจากต้องไม่ประมาทและเตรียมพร้อมอยู่เสมอแล้ว ในเวลาเดียวกัน “ศึกใน” กองทัพก็ยังเข้มข้น และจะยิ่งเข้มข้นมากขึ้นในห้วงการแต่งตั้งโยกย้ายปลายปีในเดือนกันยายน 2569 และจะถึงจุดสูงสุดในการแต่งตั้งโยกย้ายปลายปี 2570 เพื่อเลือก ผบ.ทบ. คนใหม่มาแทนพล.อ.พนา ซึ่งในเวลานั้นคงต้องดูทั้งบริบททางการเมืองและปัญหาความมั่นคงชายแดนประกอบกัน

ข่าวแนะนำ