ภาพรวมสถานการณ์ “สินค้าเกษตรไทย” ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมกราคม 2569 กำลังสะท้อนภาพ “ความเปราะบาง” ของภาคการผลิตอย่างชัดเจน ภายใต้สภาวะที่ต้นทุนขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ราคาขายหน้าฟาร์มกลับไม่ขยับตาม หรือบางรายการกลับปรับตัวลดลง สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อรายได้และสภาพคล่องของเกษตรกร โดยเฉพาะในห่วงโซ่การผลิตปศุสัตว์ที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นหลัก
แรงกดดันสำคัญเริ่มต้นจากฝั่งต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด กากถั่วเหลือง และปลาป่น ที่ปรับราคาขึ้นพร้อมกันในทิศทางเดียว ปัจจัยหนุนหลักมาจากความผันผวนของสภาพอากาศในภูมิภาคอเมริกาใต้ โดยเฉพาะอาร์เจนตินาที่เผชิญภาวะแห้งแล้ง ส่งผลต่อแนวโน้มผลผลิตข้าวโพดในตลาดโลก ขณะเดียวกัน บรรยากาศการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ที่เริ่มผ่อนคลาย ทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรสหรัฐฯ แต่กลับกลายเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการนำเข้าของโรงงานอาหารสัตว์ในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสถานการณ์นี้มีแนวโน้มส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ในระยะถัดไป
เมื่อเจาะลึกไปยังวัตถุดิบนำเข้า กากถั่วเหลืองมีการปรับราคาขึ้นอย่างโดดเด่น จากระดับ 16.15 บาท เป็น 17.15 บาทต่อกิโลกรัม ตามประกาศของโรงสกัดน้ำมันพืชในประเทศ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านการนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองของไทย ขณะที่ ปลาป่น ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนหลักในสูตรอาหารสัตว์ ปรับราคาสูงขึ้น 1 บาทในทุกเบอร์ จากปัจจัยด้านอุปทาน หลังประเทศเปรู ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก เข้าสู่ช่วงปิดฤดูกาลจับปลา โดยมีการใช้โควตาไปแล้วมากกว่าร้อยละ 95 ผนวกกับความต้องการซื้อจากตลาดจีนที่ยังคงหนาแน่น ส่งผลให้สต็อกปลาป่นหน้าท่าเรือลดลงอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมของวัตถุดิบที่พุ่งสูงเช่นนี้กลับสวนทางกับราคาสินค้าปศุสัตว์ปลายน้ำอย่างชัดเจน
ราคาสุกรขุนหน้าฟาร์ม ยังคงอยู่ในภาวะที่เปรียบเสมือน “จุดเยือกแข็ง” โดยระดับราคาปัจจุบันคิดเป็นเพียงร้อยละ 89-96 ของต้นทุนการผลิต สะท้อนถึงวิกฤตซ่อนเร้นของผู้เลี้ยงสุกรไทย ซึ่งยังต้องแบกรับภาวะขาดทุนเฉลี่ยตัวละประมาณ 300-800 บาท เนื่องจากราคาจำหน่ายไม่สามารถสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ ขณะที่ ตลาดไข่ไก่ เผชิญแรงกดดันหนักยิ่งกว่า เมื่อราคาแนะนำหน้าฟาร์มถูกปรับลดถึง 2 ครั้งภายในสัปดาห์เดียว จากฟองละ 3.60 บาท ลงมาเหลือเพียง 3.20 บาท ภาพดังกล่าวสะท้อนถึงภาวะอุปทานล้นตลาดในระยะสั้น หรือกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวลง สวนทางกับต้นทุนอาหารสัตว์ที่ยังเดินหน้าสูงขึ้น กลายเป็นภาวะบีบคั้นส่วนต่างกำไรอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีขีดความสามารถในการบริหารต้นทุนจำกัด
ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดข้าวไทย เริ่มมีสัญญาณบวกปรากฏให้เห็น โดยเฉพาะข้าวขาว 100% ชั้น 2 ที่ราคา FOB ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 426 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน สะท้อนความต้องการจากตลาดต่างประเทศที่ยังคงเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทย อย่างไรก็ตาม กลุ่มปลายข้าวกลับปรับตัวลดลงเล็กน้อย สะท้อนความผันผวนด้านปริมาณและคุณภาพผลผลิตในแต่ละช่วง ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงต้นปี
โดยสรุป ภาพรวมสินค้าเกษตรไทยในช่วงเวลานี้ แม้จะมีการขยับขึ้นของราคาบางรายการ แต่การปรับตัวดังกล่าวเกิดขึ้นบนพื้นฐานของต้นทุนที่สูงขึ้นและความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก มากกว่าการเติบโตจากอุปสงค์ภายในประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาคเกษตรยังคงเผชิญ “ความเปราะบาง” และจำเป็นต้องจับตาว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 รัฐบาลจะมีมาตรการพยุงราคา แทรกแซงตลาด หรือช่วยบรรเทาช่องว่างระหว่างต้นทุนและรายได้ของเกษตรกรได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้านที่ยังไม่คลี่คลายลงในระยะสั้น







