ในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กำลังจะมาถึง หากเรากวาดสายตามองไปที่แผงนโยบายของพรรคการเมืองใหญ่ สัญญาณที่น่าตกใจที่สุดอาจไม่ได้มาจากพรรคคู่แข่งหน้าใหม่ แต่กลับมาจาก “ยักษ์ใหญ่” ผู้เคยครองสมรภูมิอย่าง พรรคเพื่อไทย
นโยบายเรือธงล่าสุดที่ชื่อว่า “ยิ่งกว่าพลัส” (รัฐร่วมจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30%) ดูผิวเผินเหมือนจะเป็นท่าไม้ตายหวังผลทางคะแนนเสียงอย่างถล่มทลาย แต่หากถอดรหัสในเชิงยุทธศาสตร์การเมืองและการตลาดแล้ว นโยบายนี้กำลังส่งเสียงกรีดร้องบอกความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า “มนตร์ขลังของเจ้าพ่อนโยบาย ได้เสื่อมสลายลงแล้ว”
1. เมื่อ “นวัตกร” กลายเป็นเพียง “ผู้เกทับ”
ในอดีต ยุคไทยรักไทยจนถึงเพื่อไทยยุคต้น เราคุ้นเคยกับพรรคนี้ในฐานะ “ผู้กำหนดเกม” นโยบายอย่าง “30 บาทรักษาทุกโรค” หรือ “กองทุนหมู่บ้าน” คือนวัตกรรมที่ Disrupt โครงสร้างสังคมไทย และบีบให้คู่แข่งต้องเดินตาม แต่ในการเลือกตั้งปี 2569 สถานการณ์กลับตาลปัตร
การที่พรรคเพื่อไทยเลือกหยิบโมเดล “คนละครึ่ง” ของรัฐบาลประยุทธ์ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยนำไปรีแบรนด์เป็น “คนละครึ่งพลัส” มาเกทับด้วยตัวเลขที่สูงกว่าเป็น “ยิ่งกว่าพลัส” (70:30) สะท้อนให้เห็นว่า
- วิกฤตทางความคิด: พรรคไม่สามารถสร้างสรรค์นโยบายใหม่ที่เป็น “Original” ของตัวเองได้อีกต่อไป จึงต้องเล่นเกม “สงครามราคา” บนกติกาที่คนอื่นสร้างไว้
- สัญญะของผู้ตาม: พฤติกรรมการลดแลกแจกแถมแบบ “เทหมดหน้าตัก” คือกลยุทธ์ของแบรนด์ที่เป็น “มวยรอง” ในตลาด ที่ไม่สามารถสู้ด้วยคุณภาพหรือความภักดีต่อแบรนด์ได้อีกต่อไป
2. บาดแผลจาก “ดิจิทัลวอลเล็ต”
ทำไมพรรคที่เคย “คิดใหญ่ ทำเป็น” ถึงกลายมาเป็นพรรคที่ “เพลย์เซฟ” ด้วยการแจกส่วนลด ? คำตอบอยู่ที่บาดแผลฉกรรจ์จากโครงการดิจิทัลวอลเล็ต
ความล้มเหลวในการผลักดันเงินดิจิทัลให้เป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจ การติดขัดข้อกฎหมาย และความล่าช้าของระบบ ได้กลายเป็น “โซ่ตรวน” ที่ทำให้เพื่อไทยไม่กล้าขยับตัวทำนโยบายโครงสร้างที่ซับซ้อนในการเลือกตั้งครั้งนี้ การหันมาใช้วิธี “รัฐร่วมจ่าย” จึงเป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุดในทางเทคนิคและกฎหมาย แต่ก็แลกมาด้วยการสูญเสียจิตวิญญาณของนักปฏิรูปที่เคยเป็นจุดขายสำคัญ
3. การถูกบีบอัดในสมรภูมิสามเส้า
พรรคเพื่อไทยกำลังตกอยู่ในสถานะ “แซนด์วิชทางการเมือง” ที่ถูกบีบจากสองด้าน
- ด้านปฏิบัติ: ถูก พรรคภูมิใจไทย แย่งชิงตำแหน่ง “พรรคนักปฏิบัติ” ด้วยสโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” ที่เน้นความต่อเนื่องและทำได้จริง
- ด้านวิสัยทัศน์: ถูก พรรคประชาชน ยึดครองพื้นที่ “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ซึ่งดึงดูดฐานเสียงคนรุ่นใหม่และปัญญาชนไปเป็นจำนวนมาก
เมื่อสูญเสียทั้งภาพลักษณ์นักปฏิบัติและนักวิสัยทัศน์ เพื่อไทยจึงเหลือทางเลือกเพียงทางเดียวคือการเป็น Salesman ที่พยายามตะโกนขายของด้วยโปรโมชั่นที่แรงที่สุด (รัฐจ่าย 70%) เพื่อรักษายอดขาย (คะแนนเสียง) เอาไว้ให้ได้
4. กระจกเงาแห่งความถดถอย
ท้ายที่สุดแล้ว นัยยะของนโยบาย “ยิ่งกว่าพลัส” ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 70 : 30 แต่อยู่ที่มันได้ทำหน้าที่เป็น “กระจกเงา” บานใหญ่ ที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงในระดับ DNA ของพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน
จากเดิมที่พรรคเคยสวมหมวก “CEO ผู้กำหนดทิศทาง” ที่กล้าหาญในการสร้างตลาดใหม่ด้วยนวัตกรรม วันนี้พรรคเพื่อไทยดูเหมือนจะยอมถอดหมวกใบนั้น แล้วสวมวิญญาณ Salesman ที่กำลังกระโจนลงไปเล่นสงครามตัดราคาในตลาดที่คู่แข่งเป็นคนเขียนกติกาไว้
นี่คือสัญญะของการยอมจำนนทางความคิด ที่เลือกจะแก้ไขปัญหาด้วย “การถมเงิน” แทน “การถมวิสัยทัศน์” ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าขบคิดว่า หากเจ้าพ่อนโยบายยังคงหลงทางอยู่ในเขาวงกตที่ตัวเองไม่ได้สร้าง สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดอาจไม่ใช่ผลลัพธ์ในคูหาเลือกตั้ง แต่คือการสูญหายของ “อัตลักษณ์” ที่เคยเป็นความหวังในการขับเคลื่อนประเทศไปตลอดกาล
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม







