วิกฤตการณ์ “ถั่วเหลือง” ของไทยในปี 2569 กำลังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่าการขาดแคลนวัตถุดิบชั่วคราว หากแต่เป็นบททดสอบสำคัญของความมั่นคงทางอาหารและประสิทธิภาพเชิงนโยบายของรัฐ เมื่อห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบต้องเผชิญ “ภาวะชะงักงัน” จากรอยต่อทางการเมืองและข้อจำกัดด้านระเบียบราชการที่ขาดความยืดหยุ่น ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงในระดับท่าเรือหรือคลังสินค้า แต่กำลังแผ่ขยายเป็นแรงสั่นสะเทือนไปถึงต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ และสุดท้ายคือค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง
ต้นตอของปัญหาเริ่มจาก การหมดอายุของประกาศอนุญาตนำเข้าเมล็ดถั่วเหลือง เมื่อสิ้นปี 2568 ในช่วงที่ประเทศอยู่ภายใต้รัฐบาลรักษาการซึ่งมีข้อจำกัดในการอนุมัติมาตรการที่มีภาระผูกพันระยะยาว ส่งผลให้เมล็ดถั่วเหลืองมากกว่า 60,000 ตันไม่สามารถผ่านพิธีการศุลกากรได้ ต้องถูกกักค้างอยู่ในท่าเรือ กลายเป็นภาระต้นทุนค่าเสียโอกาสและค่าปรับที่เพิ่มขึ้นวันละกว่าล้านบาท ความล่าช้าเชิงธุรการดังกล่าวจึงแปรเปลี่ยนเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจทันที และสะสมความเสียหายอย่างรวดเร็วในระบบอุตสาหกรรมที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเกือบทั้งหมด
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความผิดปกติของกลไกราคา เมื่อ ราคากากถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องในประเทศปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับตลาดโลก ภายในเวลาเพียงสองสัปดาห์แรกของปี 2569 ราคาขยับขึ้นถึง 2.30 บาทต่อกิโลกรัม หรือราว 20% การปรับขึ้นอย่างรวดเร็วนี้กลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อผู้ประกอบการอาหารสัตว์ที่ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน “ภาวะกึ่งสุญญากาศ” ทางนโยบายดังกล่าวสร้างความเสียหายทางการเงินรวมแล้วมากกว่า 100 ล้านบาท และบีบให้โรงงานอาหารสัตว์หลายแห่งต้องลดกำลังการผลิต
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่โรงงาน แต่กำลังลุกลามไปยังภาคเกษตรต้นน้ำ เมื่อสูตรอาหารสัตว์ไม่สามารถผสมได้ตามปกติจากการขาดโปรตีนหลักอย่างถั่วเหลือง ความต้องการใช้วัตถุดิบอื่น เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง ก็ลดลงตามไปด้วย เกษตรกรที่เกี่ยวข้องจึงเผชิญความไม่แน่นอนด้านรายได้โดยไม่ใช่ความผิดของตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของ “ผลกระทบโดมิโน” ที่เริ่มจากการตัดสินใจเชิงนโยบายและไหลต่อเนื่องไปตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
เมื่อมองในมิติระยะยาว วิกฤตถั่วเหลือง ครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรของไทย พื้นที่เพาะปลูกถั่วเหลืองในประเทศลดลงต่อเนื่องเฉลี่ยกว่า 6% ต่อปี จนปัจจุบันไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงถึง 99% หรือมากกว่า 4.2 ล้านตันต่อปี โดยมีบราซิลเป็นแหล่งนำเข้าหลัก ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์จึงไม่ได้ผูกติดอยู่กับค่าเงินบาทเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปัจจัยภายนอกอื่น ๆ เช่น กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศอย่าง EUDR ซึ่งกำลังจะกลายเป็นอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในอนาคตอันใกล้ ขณะเดียวกัน ผลผลิตต่อไร่ของไทยยังอยู่ในระดับต่ำจากการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน ทำให้เกษตรกรไทยขาดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกอย่างชัดเจน
ทางออกของวิกฤตครั้งนี้จึงไม่อาจหวังพึ่งเพียงการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ หากแต่ต้องเริ่มจากการยกระดับระบบการทำงานของภาครัฐให้มีความเป็น “มืออาชีพ” และมองไกลกว่าวงจรการเมืองระยะสั้น มาตรการเชิงโครงสร้าง เช่น การขยายระยะเวลาการอนุญาตนำเข้าแบบผูกพันต่อเนื่อง หรือการปรับระบบโควตาให้สามารถดำเนินการได้โดยไม่สะดุดในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจ ถือเป็นแนวทางเร่งด่วนในการรักษาเสถียรภาพต้นทุนและค่าครองชีพของประชาชน
บทเรียนจากวิกฤตถั่วเหลือง ปี 2569 ชี้ชัดว่า “ความมั่นคงทางอาหาร” ไม่ควรถูกจับเป็น “ตัวประกัน” ของความล่าช้าทางธุรการหรือความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง หากประเทศไทยยังไม่สามารถสร้าง “ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว” ที่ยืดหยุ่น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในประเทศ และลดการพึ่งพาการนำเข้าได้อย่างเป็นรูปธรรม วิกฤตลักษณะนี้ก็จะยังคงเป็น “ระเบิดเวลา” ที่พร้อมปะทุขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสุดท้ายผู้บริโภคคือผู้ที่ต้องแบกรับภาระทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







