ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย
บทนำ: "สันติภาพ" ในราคาเท่าไหร่?
เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อในเดือนกันยายน 2025 พร้อมการจัดตั้ง "Board of Peace" (คณะกรรมการสันติภาพ) โลกได้เห็นภาพอนาคตที่เปล่งประกายของฉนวนกาซา - รีสอร์ตหรูริมชายหาด เกาะเทียมจำลอง Palm Islands แห่งดูไบ ระบบขนส่งมวลชนทันสมัย และศูนย์เทคโนโลยีอันล้ำสมัย แผนมูลค่า 112,000 ล้านดอลลาร์ในทศวรรษแรกนี้สัญญาว่าจะเปลี่ยนกาซาจากซากปรักหักพังของสงครามให้กลายเป็น "Gaza Riviera" แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกแห่งใหม่
แต่เบื้องหลังภาพฝันอันงดงามนี้ คำถามสำคัญที่ถูกซ่อนไว้คือ: แผนสันติภาพนี้สร้างอนาคตเพื่อใคร? เมื่อวิเคราะห์รายละเอียดอย่างลึกซึ้ง คำตอบที่ชัดเจนขึ้นคือ อนาคตของกาซาตามแผนนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ที่นั่นมากว่า 2 ล้านคน แต่เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจสามฝ่าย: อิสราเอล สหรัฐอเมริกา และบรรษัทข้ามชาติ
โครงสร้างอำนาจที่ไร้เงาชาวปาเลสไตน์ หัวใจของแผนคือการจัดตั้ง Board of Peace ที่มีโครงสร้างแบบ 3 ชั้นอย่างชัดเจน ชั้นบนสุดประกอบด้วยผู้นำจากประเทศอาหรับและตะวันตกประมาณ 10 คน โดยมีทรัมป์เป็นประธาน สมาชิกหลักได้แก่ Tony Blair อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ, Mark Carneyนายกรัฐมนตรีแคนาดา, Marco Rubio รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ, Steve Witkoff ทูตพิเศษตะวันออกกลาง, Jared Kushner ลูกเขยทรัมป์, และ Ajay Banga จากธนาคารโลกชั้นกลางคือ Executive Board ที่รวม Tony Blair, Jared Kushner, Steve Witkoff และเจ้าหน้าที่อาวุโสจากประเทศสมาชิก พร้อมด้วย Nickolay Mladenov ในตำแหน่งผู้แทนระดับสูงเพื่อกาซา ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างชั้นบนกับชั้นล่าง และชั้นล่างสุด - นั่นคือที่ที่ชาวปาเลสไตน์ถูกจัดให้อยู่ - คือคณะกรรมการเทคโนแครตปาเลสไตน์ 12-15 คน ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับฮามาส ฟาตาห์ หรือกลุ่มการเมืองปาเลสไตน์ใดๆ กล่าวคือ ชาวปาเลสไตน์ไม่ได้มีส่วนในการตัดสินใจ แต่เพียงทำหน้าที่ "บริการระดับท้องถิ่น" ภายใต้คำสั่งจากชั้นบน
โครงสร้างนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ชาวปาเลสไตน์ไม่ได้เป็นเจ้าของอนาคตของตนเอง แต่เป็นเพียงแรงงานในโครงการที่คนอื่นวางแผนไว้ Arab Center for Research and Policy Studies อธิบายว่านี่คือ "แบบแปลนสำหรับการปลดทรัพย์สิน" ที่ตัดชาวปาเลสไตน์ออกจากกระบวนการตัดสินใจ และกำหนดการปกครองโดยต่างชาติแบบไม่มีความยินยอม
การย้ายถิ่นฐาน: "สมัครใจ" หรือบังคับ?
หนึ่งในองค์ประกอบที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดของแผนคือการย้ายถิ่น "โดยสมัครใจ" ชั่วคราวของประชากรกาซา 2 ล้านกว่าคนในระหว่างการสร้างใหม่ แผนเสนอสิ่งจูงใจ เช่น เงินสด 5,000 ดอลลาร์ต่อคน เป็นเงินอุดหนุนค่าเช่าและอาหาร และคาดการณ์ว่า 25% หรือประมาณ 500,000 คนจะออกไปอย่างถาวร
คำว่า "สมัครใจ" กลายเป็นเรื่องตลกขบขันเมื่อพิจารณาบริบท: ผู้คนที่บ้านถูกทำลาย ที่อาศัยอยู่ในเต็นท์ ขาดอาหารและน้ำสะอาด ไม่มีโรงพยาบาลที่ใช้การได้ จะมีทางเลือกอะไรนอกจากยอมรับเงิน 5,000 ดอลลาร์และออกไป? นี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นการบังคับภายใต้สภาวะสิ้นหวัง
ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศหลายคนประณามว่าแผนนี้เป็น "การบังคับให้โยกย้ายถิ่นฐาน" ซึ่งละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แม้แต่เลขาธิการสหประชาชาติ António Guterres ก็เตือนว่าแผนนี้มีความเสี่ยงที่จะเป็น "การกวาดล้างทางชาติพันธุ์"
แต่สำหรับผู้วางแผน การย้ายถิ่นครั้งใหญ่นี้ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นความตั้งใจที่ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้โครงการพัฒนาดำเนินไปได้โดยไม่มี "อุปสรรคทางการเมือง" หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง โดยไม่มีชาวปาเลสไตน์ที่จะต่อต้านหรือเรียกร้องสิทธิของตน
Gaza Riviera: สวรรค์สำหรับใคร?
หัวใจของแผนคือโครงการ "Gaza Riviera" หรือ "Project Sunrise" - การเปลี่ยนชายฝั่งกาซา 70% ให้เป็นแหล่งสร้างรายได้ด้วยโรงแรมหรู รีสอร์ตระดับห้าดาว และเกาะเทียมจำลอง Palm Islands ของดูไบ โครงการคาดการณ์ผลกำไรระยะยาวมากกว่า 55,000 ล้านดอลลาร์
แผนรวม 10 โครงการขนาดใหญ่ (Mega Projects) ภายใต้ความร่วมมือภาครัฐและเอกชน: ทางหลวงและรถรางที่ชื่อ "MBS Ring" ตามชื่อเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบีย, โซนการผลิตอัจฉริยะของอีลอน มัสก์ตามแนวชายแดนกาซา-อิสราเอล, ศูนย์ข้อมูลที่ควบคุมโดยสหรัฐฯ, ท่าเรือและสนามบินขนาดเล็ก
ภาพที่วาดไว้น่าตื่นตาตื่นใจ แต่คำถามสำคัญคือ: ใครจะเป็นเจ้าของโครงสร้างเหล่านี้? ใครจะได้ผลกำไร? และชาวปาเลสไตน์จะมีบทบาทอะไร?
คำตอบชัดเจนจากโครงสร้างแผน: บริษัทข้ามชาติจะเป็นเจ้าของและดำเนินการ นักลงทุนต่างชาติจะได้กำไร และชาวปาเลสไตน์ที่เหลืออยู่จะเป็นแรงงานรับใช้ในโรงแรมและรีสอร์ตที่เคยเป็นบ้านของพวกเขาที่น่าสนใจคือ ชาวกาซาที่เป็นเจ้าของที่ดินจะได้รับ "digital token" (โทเค็นดิจิทัล) จากทรัสต์แลกกับสิทธิในการพัฒนาที่ดิน และสามารถ "แลกโทเค็นกลับเป็นกรรมสิทธิ์ของที่พักอาศัยที่สร้างใหม่" นี่คือการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่แท้จริงให้กลายเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ไม่มีหลักประกัน - อีกรูปแบบหนึ่งของการปลดทรัพย์สินในชุดดิจิทัล
หัวใจที่แท้จริง: น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
หากต้องการเข้าใจว่าแผนนี้เพื่อใครจริงๆ จำเป็นต้องมองไปที่สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ทะเลชายฝั่งกาซา: แหล่งก๊าซธรรมชาติ Gaza Marine ที่มีปริมาณมากกว่า 1 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ตามกฎหมายระหว่างประเทศ แหล่งก๊าซนี้เป็นของชาวปาเลสไตน์อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง แม้แต่อิสราเอลก็ไม่โต้แย้งเรื่องนี้โดยตรง แหล่งก๊าซถูกค้นพบในปี 2000 ภายใต้สัญญาจากสำนักงานปาเลสไตน์แก่ British Gas และตามข้อตกลงออสโล 1993 สำนักงานปาเลสไตน์มีอำนาจในการสำรวจและออกใบอนุญาตน้ำมันและก๊าซ แต่ความเป็นจริงต่างไปจากกฎหมายอย่างสิ้นเชิง เมื่อฮามาสชนะการเลือกตั้งในกาซาปี 2007 อิสราเอลสร้างการปิดล้อมทางเรือ ห้ามการพัฒนาแหล่งก๊าซต่อไป ในปี 2008 อิสราเอลประกาศอธิปไตยเหนือพื้นที่ Gaza Marine โดยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง
และในระหว่างสงครามกาซา 2023-2025 ขณะที่โลกจับตาดูความทุกข์ทรมานของชาวปาเลสไตน์ ผู้คนอดอยากล้มตายโดยเฉพาะเด็กๆจำนวนมาก อิสราเอลได้มอบใบอนุญาต 12 ฉบับสำหรับการสำรวจก๊าซนอกชายฝั่งกาซาให้กับบริษัท 6 แห่ง รวมถึงบริษัทพลังงานอิตาลี Eni, BP ของอังกฤษ, Dana Petroleum และ Ratio Petroleum ของอิสราเอล พื้นที่สัมปทานส่วนใหญ่อยู่ในเขตแดนทางทะเลของปาเลสไตน์
นี่คือภาพที่ชัดเจน: ขณะที่ชาวกาซาถูกทิ้งระเบิด อดอยาก และถูกบังคับให้อพยพ ทรัพยากรธรรมชาติของพวกเขากำลังถูกแบ่งปันให้บริษัทข้ามชาติโดยไม่มีความยินยอมหรือผลประโยชน์ส่วนแบ่งใดๆ
นักวิเคราะห์ชี้ว่าการย้ายถิ่นชาวปาเลสไตน์ออกจากกาซาจะ "ขจัดอุปสรรคทางการเมือง" ที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค ด้วยการสนับสนุนของสหรัฐฯ แหล่งก๊าซของกาซาสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ท่อส่งก๊าซสามารถสร้างได้โดยไม่ต้องกลัวการต่อต้านจากชาวปาเลสไตน์
มูลค่าของแหล่งทรัพยากรในภูมิภาค Levant Basin อยู่ที่ 122 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตของก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันที่สามารถกู้คืนได้ประมาณ 1.7 พันล้านบาร์เรล รวมมูลค่าประมาณ 524,000 ล้านดอลลาร์ - ความมั่งคั่งมหาศาลที่ควรเป็นของชาวปาเลสไตน์ แต่กำลังจะตกอยู่ในมือของผู้อื่น
ใครที่ได้ประโยชน์จริงๆ?
เมื่อประกอบชิ้นส่วนทั้งหมดเข้าด้วยกัน ภาพที่ชัดเจนของผู้ได้ประโยชน์ปรากฏขึ้น:
1. อิสราเอล ได้ประโยชน์มากที่สุด - ขจัด "ปัญหากาซา" โดยการผลักดันชาวปาเลสไตน์ออกไป ควบคุมทรัพยากรก๊าซธรรมชาติ ขยายอิทธิพลเหนือพื้นที่ และสร้างโซนกันชนด้านความมั่นคงตามที่ต้องการ นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูอาจคัดค้านบางรายละเอียด (เช่น บทบาทของตุรกีและกาตาร์) แต่โครงสร้างโดยรวมสอดคล้องกับเป้าหมายยาวนานของอิสราเอล
2. สหรัฐอเมริกา ได้ฐานทัพทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค (ผ่านศูนย์ข้อมูลที่ควบคุมโดยสหรัฐฯ) ช่องทางส่งก๊าซไปยุโรปที่ไม่ต้องพึ่งพารัสเซีย อิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองเหนือภูมิภาค และโอกาสให้ "ครอบครัวทรัมป์" (โดยเฉพาะ Jared Kushner และ Steve Witkoff) เข้าถึงโครงการมูลค่ามหาศาล
3. บรรษัทข้ามชาติ - บริษัทพลังงาน บริษัทก่อสร้าง บริษัทเทคโนโลยี บริษัทโรงแรมและการท่องเที่ยว - จะได้สัญญามูลค่าหลายหมื่นพันล้านดอลลาร์ โดยไม่ต้องแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพราะการตัดสินใจอยู่ในมือกลุ่มคนเล็กๆ ที่ Board of Peaceที่ไม่ต้องลงทุนอะไร
4. ประเทศอาหรับที่ร่วมมือ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้โอกาสลงทุนและขยายอิทธิพล พร้อมกับ "ซื้อ" ความชอบธรรมจากตะวันตกผ่านการมีส่วนร่วมในโครงการ "สันติภาพ"
และชาวปาเลสไตน์ได้อะไร? พวกเขาสูญเสียบ้าน สูญเสียที่ดิน สูญเสียทรัพยากร และสูญเสียอนาคต แลกมาด้วยสิ่งจูงใจ 5,000 ดอลลาร์และคำสัญญาว่าจะ "ได้งานทำ" ในรีสอร์ตที่สร้างบนซากบ้านของพวกเขา
บทสรุป: สันติภาพที่ไร้ความยุติธรรม
แผนสันติภาพกาซาของทรัมป์ไม่ใช่แผนเพื่อสันติภาพ แต่เป็นแผนธุรกิจ ที่ห่อหุ้มด้วยคำสวยหรูเรื่อง "การฟื้นฟู" และ "การพัฒนา" มันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของสิ่งที่เรียกว่า "disaster capitalism" - การใช้ประโยชน์จากภัยพิบัติและความทุกข์ยากของผู้คนเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเมืองให้กับผู้มีอำนาจ
อนาคตของกาซาตามแผนนี้คือกาซาโดยไม่มีชาวปาเลสไตน์ หรืออย่างน้อยก็ไม่มีชาวปาเลสไตน์ในฐานะเจ้าของ แต่เพียงในฐานะแรงงานรับใช้ ในดินแดนที่เคยเป็นของพวกเขา
ประวัติศาสตร์จะตัดสินว่านี่คือ "สันติภาพ" หรือ "การยึดครอง" แต่สำหรับชาวปาเลสไตน์ที่ถูกบังคับให้ออกจากบ้าน ขณะที่ทรัพยากรของพวกเขาถูกขโมยและที่ดินถูกเปลี่ยนเป็นสนามเด็กเล่นของคนรวย คำตอบชัดเจนอยู่แล้ว
แผนนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อชาวกาซา แต่เพื่อผู้ที่ต้องการแทนที่พวกเขาด้วยการเข้ายึดครองแบบฉ้อฉลและการเข่นฆ่าที่ทารุญโหดร้าย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับชาวอืนเดียนในอเมริกาเหนือและชาวพื้นเมืองในอเมริกาใต้ แต่นี่มันศตวรรษที่21?!?!







