การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งของหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย แม้บทเฉพาะกาลเรื่องอำนาจ สว. ในการเลือกนายกฯ จะหมดไปแล้ว แต่ "คณิตศาสตร์ทางการเมือง" และ "ยุทธศาสตร์การรวบรวมเสียง" ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล ยิ่งกว่าการชนะเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับ 1
1. พรรคภูมิใจไทย : "เต็งหนึ่ง" แกนนำจัดตั้งรัฐบาล
หากพิจารณาจากหน้าตักทางการเมืองในวันนี้ “ภูมิใจไทย” ถือว่ามีความพร้อมสูงสุดในเชิงยุทธศาสตร์ ที่มีโอกาสสูงมากในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่ 1 หรืออันดับที่ 2 ก็ตาม
ความได้เปรียบ : ในฐานะรัฐบาลรักษาการ พรรคภูมิใจไทยกุมความได้เปรียบมหาศาล ทั้งงบประมาณและกลไกรัฐ ประกอบกับนโยบายประชานิยมอย่าง "คนละครึ่งพลัส" ที่จับต้องได้ กลายเป็นปัจจัยบวกให้กับพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้
กระแสชาตินิยม : ศึกไทย-กัมพูชา กลายเป็น "จุดเปลี่ยน" ที่สร้างภาพลักษณ์ผู้นำที่เข้มแข็งให้กับ “อนุทิน ชาญวีรกุล” โดยสามารถฉวยจังหวะโกยเรตติ้งทางการเมือง กลบจุดอ่อนเรื่องน้ำท่วมหาดใหญ่ และปัญหาสังคมอื่นๆ ได้
บ้านใหญ่โมเดล : ในการเลือกตั้งปี 2566 ภูมิใจไทยได้ สส. ทั้งหมด 71 ที่นั่ง (แบ่งเขต 68 คน + บัญชีรายชื่อ 3 คน) ส่วนในการเลือกตั้งที่กำลังจะถึงนี้ มี “อดีต สส.” ย้ายเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้กลยุทธ์ “เน้นเจาะรายเขต ผ่านระบบบ้านใหญ่” กลายเป็นจุดแข็งที่สุดของพรรคภูมิใจไทย
บวกกับกระแสของพรรคที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะได้ สส. บัญชีรายชื่อเพิ่มในระดับ 10 คนขึ้นไป ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้มีแนวโน้มว่า ภูมิใจไทยจะได้ สส. ทั้ง 2 ระบบ ในระดับ 150 (บวกลบ 10) ที่นั่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพียงพอต่อการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคอันดับที่ 1 หรือพรรคอันดับที่ 2 ก็ตาม
2. พรรคประชาชน : สมมติว่าได้ที่ 1 แต่อาจไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
แม้โพลส่วนใหญ่จะระบุว่าคะแนนนิยมพรรคประชาชนยังคงเป็นอันดับ 1 แต่บริบทการเลือกตั้งปี 2569 แตกต่างจากการเลือกปี 2566 อย่างสิ้นเชิง ทำให้โอกาสในการเป็นพรรคอันดับ 1 ในการเลือกตั้งปี 2569 ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นัก เมื่อนำหลายๆ ปัจจัยมาพิจารณารวมกัน
ตัดสินใจพลาดในเชิงยุทธศาสตร์ : การโหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดทางยุทธศาสตร์อย่างใหญ่หลวง ทำให้พรรคสูญเสียศรัทธาจากมวลชนไปจำนวนไม่น้อย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พรรคส้มเข้าสู่ขาลงด้านคะแนนนิยม
กับดักวาทกรรม: กระแสชาตินิยมจากศึกไทย-กัมพูชา ทำให้จุดยืนเรื่องการปฏิรูปกองทัพของพรรคกลายเป็นจุดอ่อน วาทกรรม "มีทหารไว้ทำไม" ถูกตีกลับ ในขณะที่วาทธรรม “มีเรา ไม่มีเทา” ก็แป้กสนิท เนื่องจากมีผู้สมัคร สส. ของพรรค 2 รายซ้อน ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย
ความโดดเด่นของผู้นำ : อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “ก้าวไกล” (พรรคประชาชน) ชนะการเลือกตั้งปี 2566 ก็คือกระแส “พิธาฟีเวอร์” ในขณะที่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน แม้จะมีความโดดเด่นในระดับหนึ่ง แต่ก็คงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากในการจุดกระแสฟีเวอร์ให้เกิดขึ้นได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้
ทางตันในการจัดตั้งรัฐบาล : นี่คือโจทย์ที่ยากที่สุด สมมติว่า พรรคประชาชนชนะเป็นอันดับ 1 แต่หากได้จำนวน สส. ไม่ถึง 251 เสียง พรรคจะตกอยู่ในสภาพ "ชนะเลือกตั้ง แต่แพ้จัดตั้งรัฐบาล" อีกครั้ง หากไม่ได้คะแนนเสียงใกล้เคียงแลนด์สไลด์ ก็มีแนวโน้มว่าพรรคอื่นๆ จะเทไปหาขั้วอำนาจเก่าที่คุยกันรู้เรื่องมากกว่า
3. พรรคเพื่อไทย: ยุทธศาสตร์ "พรรคตัวแปร"
“เพื่อไทย” ยอมรับความจริงและได้ถอยจากสถานะ "พรรคตัวเต็ง" มาเป็น "พรรคตัวแปร" ในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยไม่ได้โฟกัสการเป็นพรรคอันดับ 1 เหมือนในอดีต ไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคแกนนำ แต่ต้องได้เป็น “พรรคร่วมรัฐบาล”
กลยุทธ์ยืดหยุ่น: การประกาศพร้อมจับมือกับทุกพรรค ทำให้เพื่อไทยกลายเป็นตัวแปรที่เข้าได้กับทุกสมการ และหากเพื่อไทยได้ สส. ในระดับ 80 ที่นั่งขึ้นไป จะกลายเป็นพรรคตัวแปรที่มีอำนาจต่อรองสูงมาก
4. แนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งปี 2569
จากการประเมินตัวเลขทางการเมือง บวกกับข้อได้เปรียบและเสียเปรียบของแต่ละพรรค “หน้าตารัฐบาลใหม่” มีความเป็นไปได้ 2 สูตร ดังนี้
สูตรที่ 1 : พรรคภูมิใจไทย (แกนนำจัดตั้งรัฐบาล) พรรคเพื่อไทย , พรรคกล้าธรรม และพรรคอื่นๆ (ไม่มีประชาธิปัตย์)
สูตรที่ 2 : พรรคภูมิใจไทย (แกนนำจัดตั้งรัฐบาล) พรรคเพื่อไทย , พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคอื่นๆ (ไม่มีกล้าธรรม)
ซึ่งทั้งสองสูตรนี้ ในส่วนของพรรคแกนนำและพรรคตัวแปรหลัก ค่อนข้างชัดเจนแล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงของสมการจะไปอยู่ที่พรรคตัวแปรแถว 2 อันเนื่องมาจากการประกาศจุดยืนของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “มีประชาธิปัตย์ ต้องไม่มีกล้าธรรม” นั่นเอง
บทความโดย : ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม







