การเลือกตั้งปี 2569 กำลังพิสูจน์ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นประเด็นรองอีกต่อไป แต่ได้ยกระดับกลายเป็น "วาระแห่งชาติ" และ "ไพ่ตายทางการเมือง" ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งความมั่นคงทางสุขภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ
โดยเฉพาะเมื่อมาตรการทางการค้าโลกอย่าง CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) เริ่มบังคับใช้การจัดเก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นมา บีบให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สอดคล้องกับรายงาน EPI Thailand ปี 2568 ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ที่แม้ไทยจะทำคะแนนได้ดีขึ้นเป็น 75.7 คะแนน จนขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 90 ของโลกและครองอันดับ 3 ของอาเซียน แต่ในความเป็นจริงสมรรถนะด้านคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะการรับสัมผัสฝุ่น PM 2.5 ยังคงเป็นจุดอ่อนวิกฤตที่สวนทางกับคะแนนภาพรวมและเป็นโจทย์หินที่พรรคการเมืองต้องเร่งพิสูจน์ฝีมือในการนำเสนอนโยบายมัดใจผู้สิทธิ์เลือกตั้ง
ทิศทางนโยบายสิ่งแวดล้อมและการแก้ฝุ่นของพรรคการเมือง
พรรคเพื่อไทยมุ่งเน้นการยกระดับเรื่องอากาศสะอาดให้เป็น "สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน" ผ่านการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อสร้างกลไกการจัดการที่ยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การแจ้งเตือนภัยและดูแลกลุ่มเปราะบางในระยะสั้น ไปจนถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมภาคเกษตรกรรมโดยการสนับสนุนการไถกลบแทนการเผา และการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้รถพลังงานสะอาด
ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยเลือกใช้แนวคิดการลดฝุ่นควบคู่ไปกับการลดภาระค่าครองชีพ โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะเป็นรถเมล์ไฟฟ้า (EV) ทั้งหมดภายใน 3 ปี พร้อมกำหนดเพดานค่าโดยสารเพื่อจูงใจให้คนลดการใช้รถส่วนบุคคล อีกทั้งยังขยายขอบเขตไปยังระดับครัวเรือนด้วยนโยบายติดตั้งโซลาร์เซลล์หลังคาบ้านฟรี ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าไฟฟ้าแล้ว ยังเชื่อมโยงกับระบบเครดิตพลังงานที่นำมาใช้ชาร์จรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในราคาถูกได้อีกด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชนเสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างรัฐและกลไกกฎหมายอย่างเข้มข้น ผ่านการจัดตั้ง "ศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ" เพื่อรวมอำนาจสั่งการจากทุกกระทรวงให้ทำงานสอดประสานกัน นโยบายของพรรคนี้ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลจัดการไฟป่าและพื้นที่เกษตร พร้อมทั้งใช้หลักการ "ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ" (Polluter Pays Principle) โดยการผลักดันกฎหมาย PRTR เพื่อบังคับให้โรงงานอุตสาหกรรมเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษต่อสาธารณะ และการจำกัดเขตมลพิษต่ำในภาคการขนส่ง
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เน้นการใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เชิงลึกและการใช้มาตรการทางการค้าเป็นเครื่องมือควบคุม ผ่านการติดตั้งระบบ "Super Sensor" ทั่วประเทศเพื่อตรวจจับสารก่อมะเร็งในฝุ่น PM 2.5 โดยตรง และที่โดดเด่นคือการใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนด้วยการงดนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกระบวนการผลิตผ่านการเผา เพื่อสร้างมาตรฐานการค้าที่คำนึงถึงอากาศสะอาดเป็นสำคัญ ส่วนพรรคไทยก้าวใหม่เสนอใช้ AI วิเคราะห์ต้นตอฝุ่นระดับตารางเมตร มุ่งระบุพิกัดแหล่งกำเนิด เช่น หน้าโรงงาน พื้นที่ก่อสร้าง เพื่อสกัดกั้นได้ทันทีและตรงจุด
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางนโยบายต่าง ๆ บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการต่างแสดงความกังวลถึงนโยบายที่ล้มเหลวในอดีตแต่ถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่ โดยย้ำว่ารัฐบาลใหม่ต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองในการชนกับกลุ่มผลประโยชน์เดิม ไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว และภารกิจเร่งด่วนที่สุดคือการผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพราะปอดของประชาชนรอไม่ได้







