ถอดรหัส “เครนถล่ม” วิกฤตศรัทธาวงการก่อสร้างไทย ถึงเวลาสังคายนากฎหมายหรือยัง?
เหตุเครนก่อสร้างถล่มใส่รถยนต์และขบวนรถไฟในพื้นที่สาธารณะ ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุที่สร้างความสูญเสียเฉพาะหน้า หากแต่เป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อความเชื่อมั่นของสังคมต่อ “ความปลอดภัย” ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ
ภาพโครงเหล็กขนาดมหึมาที่พังลงมากลางเส้นทางสัญจรหลัก สร้างคำถามที่ดังยิ่งกว่าเสียงโลหะกระแทกพื้นว่า เหตุใดงานก่อสร้างที่มีความเสี่ยงสูง จึงยังสามารถดำเนินการได้ ขณะที่รถยนต์และรถไฟยังคงวิ่งผ่านด้านล่างตามปกติ
พยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า ช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ไม่มีการปิดการจราจร หรือหยุดการเดินรถไฟ ทั้งที่เป็นช่วงการใช้เครนยกชิ้นส่วนโครงสร้างขนาดใหญ่ ซึ่งตามหลักสากลถือเป็นขั้นตอนที่ต้องควบคุมความเสี่ยงอย่างเข้มงวดที่สุด
เมื่อเครนเสียหลัก โครงเหล็กถล่มลงมาในเสี้ยววินาที รถที่กำลังสัญจรและขบวนรถไฟที่แล่นผ่าน ไม่มีโอกาสหลบหลีก ความเสียหายจึงเกิดขึ้นทันที ก่อนที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยจะเร่งเข้าควบคุมพื้นที่และช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างเร่งด่วน
แม้เหตุเครนถล่มจะถูกระบุว่าเป็น “อุบัติเหตุ” ในเบื้องต้น แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมและความปลอดภัยกลับมองว่า เหตุลักษณะนี้แทบไม่ควรถูกจัดอยู่ในหมวดความบังเอิญ หากมาตรการควบคุมถูกบังคับใช้อย่างครบถ้วน
งานยกเครนเหนือพื้นที่สาธารณะ ต้องมีทั้งการประเมินน้ำหนัก การตรวจสอบสภาพเครื่องจักร การเฝ้าระวังสภาพอากาศ รวมถึงการปิดพื้นที่เสี่ยงชั่วคราว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ขั้นตอนเหล่านี้อาจถูกลดทอน เพื่อเร่งรัดงานให้เป็นไปตามแผนเวลาและงบประมาณ
หนึ่งในปัญหาใหญ่ของโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในไทย คือโครงสร้างความรับผิดชอบที่ซับซ้อน ผู้รับเหมาหลัก ผู้รับเหมาช่วง ผู้ควบคุมงาน และหน่วยงานเจ้าของโครงการ ต่างมีบทบาทเชื่อมโยงกัน เมื่อเกิดเหตุ ความรับผิดจึงมักกระจายและไม่ชัดเจน
คำถามสำคัญที่สังคมต้องการคำตอบไม่ใช่เพียงว่า “เครนล้มเพราะอะไร” แต่คือ ใครเป็นผู้อนุญาตให้ดำเนินงานในช่วงเวลาที่ประชาชนยังต้องใช้พื้นที่ด้านล่าง และระบบตรวจสอบใดที่ควรทำหน้าที่หยุดความเสี่ยงนี้ แต่กลับล้มเหลว
แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายและระเบียบด้านความปลอดภัยในการก่อสร้าง แต่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การบังคับใช้ยังขาดความเข้มงวด และบทลงโทษอาจไม่รุนแรงพอจะสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานอย่างจริงจัง
เหตุเครนถล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เพียงปัญหาหน้างาน แต่สะท้อนถึงคำถามเชิงโครงสร้างว่า ถึงเวลาหรือยังที่ต้อง “สังคายนา” กฎหมายก่อสร้าง ตั้งแต่มาตรฐานความปลอดภัย การตรวจสอบอิสระ ไปจนถึงความรับผิดทางอาญาและแพ่งเมื่อเกิดความเสียหาย
ทุกโครงการก่อสร้างย่อมมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงนั้นไม่ควรถูกผลักให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับโดยไม่รู้ตัว อุบัติเหตุเครนถล่มครั้งนี้ จึงควรถูกจดจำในฐานะบทเรียนราคาแพง ที่ต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ไม่ใช่เพียงการสอบสวนเฉพาะกรณีแล้วปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปตามกาลเวลา
เพราะตราบใดที่เครนยังถูกยกขึ้นเหนือถนนและรางรถไฟ คำถามที่สังคมยังรอคำตอบคือ เรามีระบบที่ปกป้องชีวิตประชาชนได้จริง หรือเพียงหวังว่าเหตุร้ายจะไม่เกิดขึ้นอีกเท่านั้น
#เครนถล่ม #อุบัติเหตุก่อสร้าง #ความปลอดภัยก่อสร้าง #ก่อสร้างไทย #ทางด่วน #รถไฟ #มาตรฐานความปลอดภัย #ผู้รับเหมา #กฎหมายก่อสร้าง #โครงสร้างพื้นฐาน #สกู๊ปข่าว #ข่าวสืบสวน #ความเสี่ยงสาธารณะ #ตรวจสอบโครงการ #บทเรียนราคาแพง







