รองศาสตราจารย์ ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล นำเสนอบทความเรื่อง เจาะนโยบายพรรคการเมือง เลือกตั้ง 69 คนแก่ คนดี ได้อะไร? "แก่...อย่างมีคุณค่า" | "ฝากเวลา...ไว้ดูแลกัน" | "ไม่ทิ้งใคร...ในจอมือถือ" ความว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ไม่ใช่แค่วันที่เราเลือกสีหรือหมายเลข แต่เป็นวันที่เราเลือกคุณภาพชีวิตที่จับต้องได้สำหรับคนสองกลุ่มที่ถูกมองข้ามมานาน นั่นคือผู้สูงวัยที่กำลังกลายเป็นประชากรหลักของประเทศ และคนดีมีคุณธรรมที่ทำความดีอยู่เงียบๆ โดยไม่เคยได้รับการตอบแทนอย่างเป็นธรรม
ท่ามกลางเสียงสัญญาที่ดังก้องว่าจะเพิ่มเบี้ยยังชีพ แจกเงินดิจิทัล หรือลดภาษี อยากตั้งคำถาม
ว่ามีสักกี่พรรคที่กล้าตอบคำถามง่ายๆ ว่า นอกจากเงินแล้ว พวกเขาได้อะไรอีก? คำตอบที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขในบัญชี แต่อยู่ที่การมีศักดิ์ศรี คนดีมีที่ยืน คนที่ทำความดี ควรได้รับโอกาส ได้รับการยอมรับ และมีพื้นที่แสดงออกในสังคม ความดีมีพื้นที่ในสังคม การกระทำดีเล็กๆ น้อยๆ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและได้รับการมองเห็น ให้คุณค่า นำไปสู่สังคมที่น่าอยู่ มีระบบที่ดูแลอย่างยั่งยืน และมีความปลอดภัยในโลกดิจิทัลที่เต็มไปด้วยกับดัก
นโยบายด้านคนแก่ และคนดีของพรรคการเมือง ที่น่าจะตอบโจทย์สังคมไทย
นโยบายเปลี่ยน "ภาระ" สู่ "ทรัพยากร" ด้วยธนาคารเวลาและปัญญา
เรามองผู้สูงวัยผิดมานานเกินไปแล้ว ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ที่มีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากร แต่นโยบายส่วนใหญ่ยังคงมองพวกเขาเป็นปัญหา ไม่ใช่โอกาส เบี้ยยังชีพที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นภาระงบประมาณมากกว่าการลงทุนในคน ลองคิดดูสิว่า ผู้สูงวัยคนหนึ่งที่ยังแข็งแรงมีประสบการณ์ชีวิตหลายสิบปี มีเวลาว่างเฉลี่ยวันละ 8-10 ชั่วโมง และมีปัญญาชีวิตที่ล้ำค่า หากเราสร้างระบบที่ดึงพลังเหล่านี้ออกมาใช้ จะเกิดอะไรขึ้น?
นโยบายธนาคารเวลาดิจิทัลคือคำตอบที่เป็นรูปธรรม กลไกทำงานง่ายมาก ผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดีหรืออาสาสมัครคนรุ่นใหม่ที่ช่วยดูแลผู้สูงวัยติดบ้านจะได้รับหน่วยเวลาบันทึกในแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่าย ตัวอย่างเช่น ช่วยดูแลเพื่อนบ้าน 2 ชั่วโมงก็สะสม 2 หน่วยเวลา เมื่อตนเองต้องการความช่วยเหลือในอนาคต ก็สามารถนำหน่วยเวลาที่สะสมไว้มาแลกรับการดูแล บริการรับส่งโรงพยาบาล หรือสิทธิพิเศษจากภาครัฐ ที่น่าสนใจคือลูกหลานที่ทำงานในเมืองสามารถสะสมเวลาจากการทำจิตอาสา แล้วโอนให้พ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดใช้บริการได้ ขณะที่หากมองในแง่ของการใช้งบประมาณ ที่ต้องใช้ต่อปีเพียง 2,000-3,000 ล้านบาท ซึ่งถูกมากเมื่อเทียบกับการจ้างผู้ดูแลมืออาชีพทั่วประเทศที่ต้องใช้งบหลักหมื่นล้านบาท แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือตัวชี้วัดความสำเร็จที่พรรคการเมืองต้องกล้าผูกพัน นั่นคือการลดอัตราความเหงาของผู้สูงวัย 30% ภายใน 2 ปี การสร้างชั่วโมงจิตอาสาไม่น้อยกว่า 10 ล้านชั่วโมงต่อปี และผู้สูงวัยที่ใช้แอปได้อย่างปลอดภัยไม่น้อยกว่า 1 ล้านคนในปีแรก นี่คือการเปลี่ยนคนแก่จากภาระเป็นพลังอย่างมีศักดิ์ศรี
นโยบายด้านเกราะดิจิทัลปกป้องครอบครัว ไม่ใช่เน้นแค่เงินในบัญชี
ครอบครัวไทยในวันนี้กลัวโจรดิจิทัลที่โทรมาหลอกโอนเงินทั้งชีวิตในเวลาเพียง 5 นาทีมากกว่าโจรปล้นบ้าน การ์ดตก บัตรหาย ข้อความปลอม คลิกลิงก์เดียวหมดตัว ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นวิกฤตครอบครัวที่รัฐต้องแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่ปลายเหตุด้วยการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนที่แก้ไม่ทัน
นโยบายหนึ่งตำบล หนึ่งศูนย์นวัตกรรมสูงวัยคือทางออกที่เป็นรูปธรรม เราต้องเปลี่ยนศูนย์เรียนรู้เดิมให้เป็นดิจิทัลฮับที่มี Gen Z ในพื้นที่เป็นทูตดิจิทัลคอยสอนปู่ย่าตายายทั้งการใช้และการป้องกัน หลักสูตรต้องครอบคลุมการรู้จักกับดักออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นข่าวปลอม การคลิกลิงก์ หรือโทรศัพท์หลอกลวง การสร้างรายได้ผ่านออนไลน์จากการขายสินค้าพื้นเมืองหรือ Silver Commerce และการใช้แอปธนาคารอย่างปลอดภัย ที่สำคัญคือเราต้องมีกฎหมายรองรับ Instant Freeze เมื่อผู้สูงวัยถูกหลอกโอนเงิน ต้องมีกลไกให้อายัดบัญชีปลายทางได้ทันทีผ่านศูนย์สั่งการชุมชนที่เชื่อมกับธนาคารกลาง ไม่ใช่รอแจ้งความแล้วใช้เวลา 7-10 วันจนเงินหมดไปแล้ว เพราะเมื่อเงินออมของปู่ย่าหายไป ที่แตกไม่ใช่แค่บัญชี แต่คือสถาบันครอบครัวและความเชื่อมั่นในสังคม
นโยบายนี้ยังสร้างสายใยระหว่างวัยอีกด้วย เมื่อหลาน Gen Z กลับมาสอนปู่ย่า มันคือการซ่อมแซมช่องว่างที่ดิจิทัลสร้างขึ้น และทำให้ทุกคนในครอบครัวไม่ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวท่ามกลางหน้าจอมือถือ
นโยบายด้าน “ความดีต้องมีค่า ด้วยสวัสดิการพฤติกรรมคุณธรรม”
สังคมไทยชอบพูดว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่ความจริงคนทำดีไม่ได้อะไรเลยนอกจากความภาคภูมิใจในใจ ลูกที่ลาออกจากงานมาดูแลพ่อแม่ที่ป่วยต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายและสูญเสียรายได้ คนที่อาสาช่วยเหลือชุมชนต้องเสียเวลาและเงินส่วนตัว คนดีมีคุณธรรมต้องเสียสละเสมอ แต่ถ้ารัฐสามารถเปลี่ยนความดีนามธรรมให้เป็นสวัสดิการรูปธรรมได้ล่ะ?
นโยบายภาษีกตัญญูเชิงรุกคือคำตอบ บุตรหลานที่ดูแลบุพการีที่บ้านควรนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ไม่ใช่แค่ค่ารักษาพยาบาล แต่รวมถึงค่าอุปกรณ์ดูแล ค่าจ้างผู้ช่วย หรือแม้แต่ค่าเดินทางกลับบ้านเพื่อเยี่ยม นอกจากนี้ยังต้องมีระบบแต้มความดีดิจิทัล ผู้สูงวัยที่เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม หรือจิตอาสาชุมชนสะสมแต้มในระบบ แล้วแลกเป็นส่วนลดค่าเดินทาง สิทธิพิเศษในโรงพยาบาลรัฐ หรือส่วนลดค่าสาธารณูปโภค ผู้ที่มีแต้มสะสมสูงสุดควรได้รับประกาศนียบัตรจากรัฐบาล ไม่ใช่แค่กระดาษ แต่มาพร้อมสิทธิพิเศษจริง นโยบายนี้ไม่ใช่การซื้อความดี แต่คือการยอมรับว่าความดีมีต้นทุน และคนที่เสียสละเพื่อสังคมสมควรได้รับการตอบแทนอย่างเป็นธรรม เมื่อคนเห็นว่าทำดีมีประโยชน์จริง พฤติกรรมเหล่านี้จะกลายเป็นวัฒนธรรม ไม่ใช่แค่ภาระทางศีลธรรม และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสังคมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
สามคำถามชี้ชะตาก่อนกากบาท
ก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์จะมาถึง ขอฝากสามคำถามสำคัญให้ประชาชนชาวไทยนำไปถามผู้สมัคร ส.ส.ในเขต และตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองให้ดี
คำถามแรก จะขับเคลื่อนจริงจังแค่ไหน เปลี่ยนภาระเป็นพลังได้อย่างไร? พรรคการเมืองใดบ้าง ที่มีนโยบายดึงศักยภาพผู้สูงวัยให้กลับมามีส่วนร่วมในสังคม มากกว่าแค่เพิ่มเงินเบี้ยยังชีพ หากพบว่า พรรคมีแนวนโยบายธนาคารเวลา การจ้างงานผู้สูงวัยเชิงทักษะ หรือพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างวัย นั่นคือคำตอบที่ดี แต่ถ้าพูดแค่ว่าจะเพิ่มเงินให้เป็นรายเดือนโดยไม่มีแผนพัฒนาคุณภาพชีวิต นั่นคือสัญญาณเตือน คิดให้ดีก่อนตัดสินใจ
คำถามที่สอง นโยบายเกราะดิจิทัล พรรคการเมืองไหนบ้าง มีแนวคิดนโยบายป้องกันผู้สูงวัยจากมิจฉาชีพไซเบอร์อย่างไร มากกว่าแค่ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน หากพรรคใด มีนโยบายโรงเรียนดิจิทัลทุกชุมชน กฎหมาย Instant Freeze หรือการสนับสนุน Age-Tech Startup นั่นคือทิศทางที่ถูกต้อง แต่อย่าหลงเชื่อคำพูดกว้างๆ ว่าจะปราบปรามหรือปิดเว็บไซต์ ซึ่งแก้ไม่ถึงรากปัญหา
คำถามที่สาม นโยบายความดีกินได้ คุณธรรมวัดผลได้ พรรคการเมืองไหนบ้าง ที่จะเปลี่ยนความกตัญญูและความดีให้เป็นสวัสดิการรูปธรรม ฟังให้ดีว่านโยบายพรรคนั้นมีหรือไม่ที่เกี่ยวกับภาษีกตัญญู ระบบแต้มความดี หรือสิทธิพิเศษสำหรับผู้ทำดี เลิกได้แล้วกับสัญญาข้างถนนที่ติดกันพึ่บพั่บเต็มถนนทุกสาย ทุกเสาไฟฟ้า เป็นสัญญาที่ไม่เคยรักษาสัญญา มีแต่สำบัดสำนวนประเภทว่าคนไทยมีจิตใจดีอยู่แล้ว โดยไม่คิดจะสร้างระบบรองรับจริง
เลือกระบบ ไม่ใช่เลือกแค่เงิน
การเลือกตั้ง 69 นี้ คุณไม่ได้เลือกแค่พรรคที่แจกเก่ง แต่คุณกำลังเลือกคุณภาพชีวิตในอนาคตของคนที่คุณรัก พรรคที่ดีคือพรรคที่มองผู้สูงวัยเป็นทรัพยากรไม่ใช่ภาระ สร้างระบบป้องกันไม่ใช่แค่แก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ และให้รางวัลคนทำดีด้วยสวัสดิการจริงไม่ใช่แค่คำชม ถ้าพรรคไหนเสนอได้ครบทั้งสามข้อนี้พร้อมแผนงบประมาณและตัวชี้วัดที่ชัดเจน นั่นคือพรรคที่พร้อมพัฒนาประเทศ ไม่ใช่แค่หาเสียง
แก่...อย่างมีคุณค่า I ฝากเวลา...ไว้ดูแลกัน I ไม่ทิ้งใคร...ในจอมือถือ นี่ไม่ใช่คำขวัญ แต่คือสิทธิ์ที่ทุกคนในสังคมไทยควรได้รับ 8 กุมภาพันธ์นี้ กาให้ถูกใจ เลือกให้ถูกชีวิต








