คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
ที่ผ่านมาในอดีตสหรัฐอเมริกาเคยมีความสัมพันธ์อันดีอย่างลึกซึ้งและอย่างใกล้ชิดกับทุกๆ ประเทศในแถบอเมริกาที่มีทั้งหมด 33 ประเทศ ที่รวมทั้งประเทศเวเนซุเอลาที่ขณะนี้กำลังตกเป็นข่าวอื้อฉาวทั่วโลกเกี่ยวกับการบุกเข้าไปจับกุม “ประธานาธิบดีนิโคลาส มาดูโร” ถึงในประเทศเวเนซุเอลากันเลยทีเดียว
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1823 เป็นต้นมา “ประธานาธิบดี เจมส์ มอนโรว์” ได้ประกาศลัทธิมอนโรว์ (Monroe Doctrine) เอาไว้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1823 (แก้ไขปีจาก 2023 ตามข้อเท็จจริงประวัติศาสตร์) ซึ่งมีเนื้อหาทำนองที่ว่า “ห้ามมิให้ประเทศยุโรปเข้าไปล่าอาณานิคมในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาทุกๆ ประเทศ”
แต่ในทางกลับกันบ่อยครั้งที่เราจะเห็นได้ว่า สหรัฐอเมริกา เข้าไปแทรกแซงทางด้านการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อมกับประเทศในแถบลาตินอเมริกาอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศคิวบา นิการากัว เฮติ และประเทศโดมินิกัน รีพับลิค !!!
และยังเป็นที่สังเกตอีกเช่นกันว่า ประเทศในแถบลาตินอเมริกา ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุด และที่ผ่านๆ มาสหรัฐอเมริกาก็อาศัยทรัพยากรธรรมชาติ อาทิเช่น บริษัทข้ามชาติ “Dole” ที่แทบจะเป็นบริษัทผู้ผูกขาดทางด้านส่งออกทั้งผักสด ผลไม้ จากประเทศในแถบลาตินอเมริกาเข้าสู่ท้องตลาดของสหรัฐอเมริกา
ส่วนประเทศเวเนซุเอลา นับได้ว่าเป็นประเทศที่มีการส่งออกปิโตรเลียมรายใหญ่ที่สุดในโลก แถมยังส่งน้ำมันไปยังสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมากมายมหาศาลอีกด้วย
นับตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2025 เป็นต้นมา จะเห็นได้ว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” พุ่งเป้าโจมตีระบอบการปกครองของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งประเทศเวเนซุเอลามากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังออกคำสั่งให้ปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมัน โดยสหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารบุกเข้าโจมตี ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ออกมากล่าวอ้างว่า “ผู้นำของเวเนซุเอลามีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด”
และในขณะที่เพิ่งจะย่างก้าวเข้าสู่ปี ค.ศ. ใหม่ได้เพียงหนึ่งวัน ก็ปรากฏข่าวออกมาว่าในวันที่ 2 มกราคม 2026 กองกำลังติดอาวุธของสหรัฐฯ หรือที่เรียกกันว่า “หน่วยรบ Delta Force” ได้บุกโจมตีเวเนซุเอลาและเข้าจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และภรรยานำตัวเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ที่ผ่านมาสหรัฐฯ มีความขัดแย้งที่ค่อนข้างตึงเครียดกับเวเนซุเอลามาตั้งแต่สมัยที่ “อดีตประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ” ขึ้นสู่อำนาจในปี ค.ศ. 1999 โดยขณะนั้นสหรัฐฯ กล่าวหาว่าประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ เป็นผู้นำเผด็จการฝ่ายซ้าย
และต่อมาไม่นานปรากฏว่า ประเทศเวเนซุเอลากลับกลายเป็นประเทศที่ขาดเสถียรภาพทางด้านการเมือง อีกทั้งยังปรากฏให้เห็นมาโดยตลอดอีกว่า ผู้นำของเวเนซุเอลากลับกลายเป็นคู่อริเป็นไม้เบื่อไม้เมากับผู้นำของสหรัฐอเมริกาเรื่อยๆ มา
แถมยังเป็นที่แปลกใจที่ถึงแม้ว่าประเทศเวเนซุเอลา จะเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติที่มีแหล่งของน้ำมันเชื้อเพลิงมากที่สุดก็ตาม แต่กลับปรากฏว่า ชาวเวเนซุเอลากลับเดินทางอพยพออกจากประเทศทะลักเข้าไปเป็นผู้ลี้ภัยในสหรัฐอเมริกามากที่สุดกว่าประเทศใดๆ ในแถบลาตินอเมริกา!!!
อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่ทหารหน่วยรบผู้ช่ำชองเชี่ยวชาญของอเมริกันบุกเข้าไปจับกุมประธานาธิบดีนิโคลาส มาดูโร และภรรยาได้แล้ว ก็ได้พาตัวไปยังกรุงนิวยอร์กในทันที
โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองที่ว่า “นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สหรัฐฯ จะเข้าไปบริหารประเทศเวเนซุเอลา เพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา”
และตั้งแต่เดือนธันวาคม ค.ศ. 2025 ที่ผ่านมาประธานาธิบดีทรัมป์ก็เคยออกมากล่าวในทำนองที่ว่า สหรัฐฯ จะใช้มาตรการที่เด็ดขาดต่อเวเนซุเอลา
ส่วนการที่สหรัฐฯ เข้าไปยึดครองประเทศต่างๆ ในแถบลาตินอเมริกาก็มิใช่เป็นของใหม่แต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น การที่สหรัฐฯ เข้าไปยึดครอง เปอร์โตริโก กวม (สืบเนื่องมาจากสหรัฐฯ ทำสงครามกับสเปนในปี ค.ศ. 1898) โดยสหรัฐฯ ยังยึดฮาวายและคิวบาไปเป็นอาณานิคมเมืองขึ้นของตนอีกด้วย
ในกรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์บุกเข้าไปยึดครองเวเนซุเอลา ก็ดูเหมือนว่าจะไม่แตกต่างไปจากยุคล่าอาณานิคมที่อังกฤษเคยบุกเข้าไปยึดครองประเทศทั่วโลกกว่า 25% เข้าไปเป็นอาณานิคมของตนเองในศตวรรษที่ 20 นั่นเอง
และในขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปขยายอาณานิคมนั้น สหรัฐอเมริกาก็มีส่วนขยายอิทธิพลเข้าลักษณะขยายอิทธิพลตามแบบฉบับของอังกฤษโดยยึดดินแดนอาทิ เปอร์โตริโก กวม เวอร์จินไอร์แลนด์ อเมริกันซามัว ฮาวาย และคิวบา
ทั้งนี้ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะประสบความสำเร็จในการบุกเข้าไปจับกุมผู้นำของเวเนซุเอลาแล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าในเรื่องราวนี้ชาวอเมริกันจะแบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย
อาทิเช่น “วุฒิสมาชิก ชัค ชูเมอร์” ผู้นำของพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ที่ 5 มกราคม 2026 นี้ว่า “การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ใช้มาตรการเผด็จการแบบเด็ดขาดโค่นอำนาจของประธานาธิบดีนิโคลาส มาดูโร ในครั้งนี้ นับว่าเป็นการขัดต่อนโยบายที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยยึดหลักที่ว่า สหรัฐฯ ต้องมาก่อน” อีกทั้งวุฒิสมาชิก ชัค ชูเมอร์ ยังได้กล่าวโจมตีประธานาธิบดีทรัมป์ต่อไปอีกว่า “เป็นบุคคลที่กระทำในสิ่งที่เป็นอันตรายและกระทำเลินเล่อต่อประเทศสหรัฐอเมริกา”
และในทางกลับกันเพื่อต่อสู้คดีในศาล ประธานาธิบดีมาดูโร ก็ได้ว่าจ้าง “แบร์รี โพลแล็ค” ทนายความชั้นนำผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการว่าความให้แก่ผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีร้ายแรง โดยคาดว่าทนายความผู้นี้จะเรียกค่าบริการอย่างน้อยห้าแสนดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป
และจากผลการหยั่งเสียงของ “มหาวิทยาลัย Quinnipiac” ครั้งล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ออกมาเปิดเผยว่า ชาวอเมริกันถึง 63% ไม่เห็นด้วยต่อมาตรการของประธานาธิบดีทรัมป์ในครั้งนี้ ส่วนคนอเมริกันอีก 25% กลับเห็นด้วย
ส่วนสมาชิกในค่ายพรรคเดโมแครต 89% ก็ไม่เห็นด้วยกับมาตรการของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่วนผู้ที่ไม่สังกัดพรรคใดพรรคหนึ่ง 68% ก็ไม่เห็นด้วย ส่วนสมาชิกในค่ายพรรครีพับลิกันเดียวกันกับประธานาธิบดีทรัมป์ก็มี 33% ที่ออกมาแสดงว่าไม่เห็นด้วยเช่นกัน
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นการที่สหรัฐอเมริกาบุกเข้าไปโค่นล้มอำนาจของ “ประธานาธิบดีนิโคลาส มาดูโร” แห่งประเทศเวเนซุเอลา ดูๆ ไปแล้วอาจจะไม่เป็นเพียงประเทศเดียวในแถบลาตินอเมริกาที่สหรัฐฯ บุกเข้าไปยึดครองก็เป็นไปได้ เพราะประเทศต่อไปก็อาจจะเป็นคิวบาหรือแม้กระทั่งแคนาดา และเมื่อลองวิเคราะห์กันในระยะยาวแล้วนโยบายที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” กำลังปฏิบัติอยู่ในขณะนี้อาจจะสร้างความขัดแย้งขัดอกขัดใจกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศรัสเซีย และประเทศจีน ที่กำลังกัดฟันมองอย่างโกรธกริ้วอยู่ละครับ








