คนโลกสวย /ทวี สุรฤทธิกุล
โลกที่เราอยู่มีทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย แต่ที่ขาดไม่ได้คือ “ผู้ให้ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจ
ประวัติศาสตร์โลกในปี 2569 เปิดตัวอย่างตูมตามด้วยเรื่องการรุกรานเวเนซุเอลาโดยสหรัฐอเมริกา ชาติมหาอำนาจที่เรียกตนเองว่า “ตำรวจโลก”
ผู้เขียนเป็นคนชอบวิชาประวัติศาสตร์ เหตุผลก็คือ “อดีตนั้นสอนใจ ให้บทเรียน และบอกอนาคต” ไม่เพียงแต่ประวัติศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ในโลก แต่ “ประวัติศาสตร์ชีวิต” ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่ง
คนหนุ่มสาวมักจะพูดว่า “คนแก่นี่ชอบพูดเรื่องเก่า ๆ อดีตผ่านไปแล้วจะไปพูดถึงมันทำไม ทำวันหน้าให้ดีขึ้นจะดีกว่า” ก็อาจจะใช่ในแง่มุมหนึ่ง แต่ถ้ามองให้รอบด้าน บ่อยครั้งการมองอดีตก็ช่วยทำให้สิ่งที่ทำในวันนี้ดีขึ้น รวมถึงเราอาจจะคาดหวังอนาคตได้ด้วย จากการกระทำในอดีตและในวันนี้ ซึ่งพรุ่งนี้ก็จะกลายเป็นอดีต หรือ “ประวัติศาสตร์” ไปในทันที
ดังนั้น ในเรื่องที่สหรัฐอเมริการุกรานเวเนซุเอลาเมื่อวันก่อนนี้ เราอาจจะต้องศึกษาประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาสักเล็กน้อย เพราะน่าคิดว่า “ทำไมสหรัฐอเมริกาจึงทำอะไรแย่ ๆ อย่างนั้น?” (ที่จริงอยากใช้คำที่แรง ๆ กว่า “แย่ ๆ” แต่เพราะเป็น “คนโลกสวย” ผู้เขียนจึงลดความรุนแรงลงมาใช้คำเบา ๆ)
สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ถูกจัดอยู่ในพวก “โลกใหม่” เพราะเกิดขึ้นจากการที่พวก “โลกเก่า” คือคนยุโรปต้องการขยายดินแดนออกไปในทวีปอื่น ๆ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ พวกหนึ่งไปทางทิศตะวันออก ก็ได้ไปเจออินเดียกับจีน ส่วนอีกพวกหนึ่งก็ไปทางตะวันตกก็มาเจออเมริกา เสปนเป็นชาติที่มาพบดินแดนแถบชายฝั่งและหมู่เกาะต่าง ๆ ในทะเลแคริบเบียนเป็นชาติแรก แล้วก็ยึดครองดินแดนตั้งแต่ประเทศเม็กซิโกในปัจจุบัน ไปจนถึงทวีปอเมริกใต้ทางตอนเหนือทั้งหมด (รวมทั้งเวเนซุเอลานี้ด้วย) ไล่เรี่ยกันโปรตุเกสก็มาพบบราซิลและก็ยึดครองทวีปอเมริกาใต้ทางตอนใต้ไว้ทั้งหมด
ต่อมาอีกเกือบ ๑๐๐ ปี ชาติอังกฤษ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์หรือ “ดัชท์” ก็มายึดดินแดนทางทวีปอเมริกาเหนือ โดยมายึดทางฝั่งตะวันออก ตั้งแต่แคนาดา ลงมาถึงแม่น้ำมิสซิสซิปปี ตอนกลางของประเทศอเมริกาในปัจจุบัน ซึ่งชาติอังกฤษเป็นชาติที่ยึดครองดินแดนในแถบนี้ไว้ได้มากที่สุด แต่คนของอังกฤษส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เรื่องการสร้างชาติใหม่รุนแรงมาก โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อ “ปลดแอก” จากการปกครองของอังกฤษ โดยได้จัดกลุ่มการปกครองเป็น ๑๓ รัฐ ที่สุดก็ชนะอังกฤษ และประกาศเอกราชตั้งเป็นชาติสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1776
ต่อมาสหรัฐอเมริกาก็ขยายดินแดนออกไปทางทิศตะวันตกจนถึงแคลิฟอร์เนีย มีการเอาคนแอฟริกันมาเป็นทาสใช้แรงงาน รวมถึงการรุกรานคนพื้นเมืองในดินแดนภาคกลางขึ้นไปจนถึงทางเหนือ มีความขัดแย้งกันระหว่างรัฐทางเหนือกับรัฐทางใต้ เกิดเป็นสงครามกลางเมืองใน ค.ศ. 1861 – 1864 จบลงด้วยชัยชนะของรัฐทางเหนือ สหรัฐอเมริกาจึงรวมกันเป็นประเทศหนึ่งเดียวที่เรียกว่า “United States of America” ได้หลังจากนั้น ทั้งนี้ผู้นำของสหรัฐในยุคนี้ได้เรียกความเชื่อในอุดมการณ์ของการรวมชาตินี้ว่า Manifest Destiny หรือ “ชะตากรรมที่กำหนดไว้แล้วเพื่อการครองทวีป”
พร้อมกันนั้นก็มีการขยายเส้นทางรถไฟเชื่อมประเทศจากฝั่งตะวันออกไปตะวันตก มีการขยายการผลิตและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไปทั่วประเทศ มีการค้นพบทรัพยากรน้ำมันและทองคำ เป็นชาติที่ร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเมื่อยุโรปเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นใน ค.ศ. 1914 สหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้เข้าไปยุ่ง จนเมื่อสงครามใกล้จะจบใน ค.ศ. 1917 ก็เข้าไปช่วยฝ่ายสัมพันธมิตร โดยอ้างว่าไปช่วยอังกฤษที่เป็น “มาตุภูมิ” (“ประเทศแม่” ทั้งที่ได้ขับไล่ “แม่” ออกจากอเมริกา แล้วตั้งประเทศประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้น) โดยสหรัฐได้ส่งอาวุธต่าง ๆ ไปช่วยเหลือ ทำให้ร่ำรวยมากจากการเป็น “พ่อค้าอาวุธ” มาตั้งแต่ครั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้นพอสงครามจบลง สหรัฐก็ได้ทำทีว่าเป็น “คนใจบุญ” ให้เงินช่วยเหลือหลาย ๆ ชาติในยุโรป “ฟื้นฟู” ประเทศ โดยให้เปล่าบ้าง คิดดอกเบี้ยต่ำบ้าง รวมถึงที่ได้ขยายตลาดเงิน ตลาดทุน และอุตสาหกรรมต่าง ๆ เข้าไปในยุโรป กลายเป็น “มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ” ขึ้นในทันที แต่ผลที่เกิดขึ้นโดยที่สหรัฐอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็คือ สหรัฐได้สถาปนาตัวเองเป็น “ตำรวจโลก” หรือผู้ปกป้องคุ้มครองสันติภาพให้แก่ชาติต่าง ๆ ในโลกตั้งแต่บัดนั้น
และแล้วสหรัฐอเมริกาก็แสดง “ความกร่าง” ออกไปในภูมิภาคต่าง ๆ (อัน “ความกร่าง” นี้น่าจะเป็นสันดานของตำรวจทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นตำรวจท้องที่ไปจนถึงตำรวจโลกนี้) เริ่มต้นก็ขยายอิทธิพลเข้าไปในละตินอเมริกา แล้วก็มาที่มหาสมุทรแปซิฟิค ที่ฟิลิปปินส์และญี่ปุ่น มีการตั้งฐานทัพขึ้นในดินแดนของประเทศเหล่านี้ ต่อมาไม่นานก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ทีนี้สหรัฐก็ประกาศตัวเป็น “เจ้าโลก” อย่างเต็มตัว ด้วยการส่งอาวุธร่วมรบอย่างคึกคัก (ทำให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นผู้ครองตลาดอาวุธและเทคโนโลยีต่าง ๆ ในสงครามมาตั้งแต่บัดนั้น) พอสงครามจบลงก็เป็นเจ้ากี้เจ้าการในการก่อตั้งองค์การสหประชาติชาติ ควบคุมอำนาจในการปกครองโลก ทำทีว่าไปช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในรอบที่ 2 โดยตั้งธนาคารโลก (World Bank) ที่ควบคุมโดยสหรัฐนั้นขึ้นมาเป็นคนแจกเงิน ซึ่งได้ทำให้สหรัฐได้กลายเป็น “เจ้าหนี้” รายใหญ่ของโลก ในขณะเดียวกันก็ทำตัวเป็น “พ่อพระ” ช่วยชาติต่าง ๆ ปลดแอกจากชาติเจ้าอาณานิคมในยุโรป พร้อมกับกีดกันชาติคู่แข่ง โดยเฉพาะคือรัสเซีย ด้วยการชักชวนชาติที่เป็น “หนี้บุญคุณ” ของสหรัฐ ช่วยกันต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ที่รัสเซียเป็นผู้นำ ทำให้โลกเกิด “สงครามเย็น” คือสงครามทางลัทธิการเมืองระหว่างสหรัฐกับรัสเซียนั้น
“ความกร่าง” ของสหรัฐยังคงดำเนินต่อไป จนถึงขั้นคิดว่าสามารถควบคุมโลกนี้ได้ ซึ่งกระแสความเกลียดชังสหรัฐได้เพิ่มมากขึ้น เกิดกระแส Ugly American ต่อต้านขสหรัฐขึ้นทั่วโลก แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเอง โดยมีกระแสให้ของคนหนุ่มสาวในสหรัฐให้สหรัฐถอนตัวจากสงครามเวียดนาม จนเมื่อสหรัฐแพ้พวกเวียดกงใน พ.ศ. ๒๕๑๗ ผู้นำสหรัฐก็เริ่มหวั่นไหว ชาติต่าง ๆ ก็เริ่มไม่เชื่อน้ำมือสหรัฐว่าจะคุ้มครองชาติต่าง ๆ นั้นได้ สหรัฐเริ่มมีการปรับความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซีย ทำให้ภาวะสงครามเย็นสิ้นสุดลงใน ค.ศ. 1990 กระนั้นสหรัฐก็พยายามรักษาความกร่างนั้นให้คงอยู่ต่อไป ด้วยการพยายามสร้างตนเองเป็น “ผู้คุมเศรษฐกิจ” ด้วยการสร้างการปกป้องต่าง ๆ ทางการค้า แต่ชาติต่าง ๆ ก็พอจะรู้ทัน เพราะได้สร้างกลไกหลายอย่างขึ้นมาป้องกัน เช่น องค์การค้าโลก (World Trade Organization - WTO) โดยใช้แนวคิดการค้าเสรี “ ปลดแอกการกีดกันทางการค้า” ซึ่งก็คือวิธีการที่สหรัฐใช้ควบคุมการค้าของโลกมาก่อนนั้น ทำให้สหรัฐซวนเซไปได้พอควร
เล่าประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกามาถึงตอนนี้ หลายท่านคงจะพอมองเห็นแล้วว่า ทำไมสหรัฐอเมริกาจึง “จมไม่ลง” โดยพยายามที่จะ “วางก้ามค้ำจุนโลก” อยู่ตลอดเวลามาถึงขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงครามการค้ากับจีนที่มามาหลายปีนี้ หรือการพยายามจะเข้าไปจัดการกับสงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซียในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา หรือมายุ่มย่ามกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่กำลังมีอยู่ และล่าสุดก็คือการรุกรานเวเนซุเอลาที่เกิดขึ้นล่าสุด
ขออนุญาตอ้างถึงท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีและปรมาจารย์ในหลาย ๆ ด้านของประเทศไทย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยแสดงหนังฮอลลีวูด เรื่อง The Ugly American ในช่วงที่เกิดสงครามเย็นเมื่อหลังสงครามโกลครั้งที่ ๒ นั้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามท่านว่า ทำไมคนทั้งหลายเขาถึงเรียกคนอเมริกันว่า “อักลี่อเมริกัน” (คือ “อเมริกันที่น่าเกลียด - อัปลักษณ์”)
คำตอบของท่านที่น่าจะแสดงว่าท่านเป็นคนที่ “โลกสวยมาก ๆ” คนหนึ่งก็คือ
“คนอเมริกันนั้นไม่ได้อัปลักษณ์จริง ๆ หรอก เขาแกล้งอัปลักษณ์ ใครจะทนให้คนเกลียดอยู่ไปได้ทุกปีทุกชาติ ก็คงต้องมีการปรับตัวแก้ไข ไม่งั้นคนอเมริกันก็ไม่มีใครเอาเป็นผัวเป็นเมียนะซี”
ข้อคิดจากคำตอบนี้ของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็คือ ถ้าสหรัฐอเมริกาไม่ปรับตัว ไม่แก้ไขภาพลักษณ์ของตัวเอง ก็จะเป็น The Ugly American ไปทุกชาติชั่วกาลนานนั้นแล








