เจาะโปรไฟล์ “5 ผู้สมัครหญิงดาวรุ่ง” ใคร “สายตรง” แกนนำ ใคร “ตัวแทน” ความหวังพรรค ?
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันของพรรคการเมืองใหญ่ แต่ยังเป็นเวทีแจ้งเกิดของ ผู้สมัครหญิง ที่มีภูมิหลังหลากหลาย ตั้งแต่คนบันเทิง นักวิชาการ นักสื่อสารมวลชน ไปจนถึงทายาทการเมืองท้องถิ่น บางคนคือหน้าใหม่ บางคนคือ “ตัวแทนความหวัง” ของพรรคในการรักษาฐานเสียง และบางคนถูกจับตาว่าอาจก้าวขึ้นเป็นกำลังหลักทางการเมืองในอนาคต
ต้องยอมรับว่า “การเมืองไทย” ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “สายสัมพันธ์” และ “เครือข่าย” คือปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนอำนาจ โดยเฉพาะผู้สมัครหญิงหลายคนที่ก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มีทั้งสายเลือดการเมือง รุ่นพี่ทางการเมือง และแกนนำพรรคคอยหนุนหลังอย่างชัดเจน
วันนี้ “สยามรัฐออนไลน์” ขอจัดทำสกู๊ปพิเศษเจาะลึก รายบุคคล พร้อมประวัติ การศึกษา และเส้นทางสู่สนามการเมือง ขอแต่ละคนที่น่าสนใจ จะมีใครบ้างได้ดูกันเลย
ไอเดียร์ สุชาดา
อดีตดาราสังกัด “เอ ศุภชัย” ผู้สมัคร สส.ชัยภูมิ เขต 4 พรรคภูมิใจไทย
“ไอเดียร์ สุชาดา” ถูกจับตาอย่างมากในฐานะ “ทายาทการเมือง” โดยเป็นบุตรสาวของ “สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์” สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีฐานเสียงเหนียวแน่นในพื้นที่ยาวนาน
นอกจากนี้ เธอยังมีความใกล้ชิดกับแกนนำระดับชาติของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ในฐานะผู้ใหญ่ของพรรคที่ให้การสนับสนุนผู้สมัครรุ่นใหม่ในสายทายาทการเมือง
“ไอเดียร์” จึงไม่ใช่เพียง “ดาราผันตัวเป็นนักการเมือง” แต่ถูกวางตัวเป็น การสืบทอดฐานอำนาจทางการเมืองในจังหวัดชัยภูมิ ผสมผสานภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่กับโครงข่ายการเมืองเดิมอย่างชัดเจน
ขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์
พลอย ณัฐธิดา เล็กอุดากร
ผู้สมัคร ส.ส.บุรีรัมย์ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย
“พลอย ณัฐธิดา” ถูกมองว่าเป็น “ลูกหม้อภูมิใจไทย” เติบโตจากการทำงานในพื้นที่บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นจังหวัดศูนย์กลางอำนาจของพรรค มีความใกล้ชิดกับเครือข่ายการเมืองตระกูล “ชิดชอบ” โดยเฉพาะสายงานท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
แม้ไม่ใช่ญาติทางสายเลือดโดยตรง แต่เธอถือเป็น คนในเครือข่ายความไว้วางใจ ของแกนนำพรรคระดับจังหวัด และได้รับแรงสนับสนุนจากทีมงานสายยุทธศาสตร์เลือกตั้งของภูมิใจไทยอย่างเต็มรูปแบบ
บทบาทของ “พลอย” คือการ รักษาฐานเสียงเดิม พร้อมขยายคะแนนคนรุ่นใหม่ ในพื้นที่ที่พรรคครองความได้เปรียบอยู่แล้ว
ขอบคุณรูปภาพจากเพจ หมออนามัยขี้mouth
วีร์ ศรีวราธนบูลย์
ผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์
“วีร์ ศรีวราธนบูลย์” ไม่ได้มาจากตระกูลการเมืองโดยตรง แต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ดาวรุ่งที่ผู้ใหญ่ในพรรคผลักดัน” มีความใกล้ชิดกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์สายปฏิรูป และทีมยุทธศาสตร์กรุงเทพฯ
เธอได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายจากอดีต สส.รุ่นพี่ในพรรค และกลุ่มนักการเมืองสายสถาบันที่ต้องการฟื้นภาพลักษณ์ประชาธิปัตย์ในเมืองหลวง
“วีร์” ถูกวางเป็น สัญลักษณ์การรีแบรนด์พรรคประชาธิปัตย์ จากการเมืองเก่า สู่ภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัยและเข้าถึงคนเมือง
ขอบคุณรูปภาพจากเพจ V Srivarathanabul
บุณยกร ดำรงรัตน์ (กระติ๊บ)
ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขต 4 คลองเตย–วัฒนา พรรคเพื่อไทย
“กระติ๊บ บุณยกร” เป็นนักการเมืองหญิงสายพื้นที่ที่ ใกล้ชิดแกนนำพรรคเพื่อไทยในระดับเขตเมือง มีความสัมพันธ์ในการทำงานกับทีม สส.กทม. ของพรรค และได้รับการสนับสนุนจากอดีต สส.พื้นที่เดียวกัน
แม้ไม่ได้เป็นญาติของนักการเมืองชื่อดังโดยตรง แต่เธอถือเป็น “คนของพรรค” ที่เติบโตจากระบบจัดตั้งและเครือข่ายมวลชนดั้งเดิมของเพื่อไทย
“กระติ๊บ” คือ กลไกสำคัญในการ รักษาฐานเสียงคนเมืองชั้นใน และเป็นตัวแทนการผสมผสานระหว่างการเมืองมวลชนกับคนรุ่นใหม่
ขอบคุณรูปภาพจากเพจ บุณยกร ดำรงรัตน์
ชลณัฎฐ์ (ปาล์ม)
ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 28 บางบอน พรรคก้าวไกล
“ปาล์ม ชลณัฎฐ์” มีความใกล้ชิดกับแกนนำพรรคก้าวไกลสายสื่อสารสาธารณะ และทำงานร่วมกับ รักชนก ศรีนอก อย่างใกล้ชิด ก่อนที่ไอซ์จะถูกดันขึ้นบัญชีปาร์ตี้ลิสต์
เธอไม่ได้มีสายเลือดการเมือง แต่ถือเป็น นักสื่อสารที่พรรคไว้วางใจ และเป็นฟันเฟืองสำคัญของยุทธศาสตร์รักษาแชมป์เขตบางบอน
“ปาล์ม” ถูกมองว่าเป็น ตัวแทนการเมืองใหม่ ที่ใช้ทักษะสื่อสาร ความเข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้าง และอุดมการณ์พรรคเป็นจุดขาย
ขอบคุณรูปภาพจากเพจ ชลณัฏฐ์ โกยกุล - ปาล์ม - Chonlanat Koaykul
เมื่อพิจารณาโปรไฟล์ของ ผู้สมัครหญิงดาวรุ่งทั้ง 5 คน จะเห็นได้ชัดว่า เส้นทางสู่สนามเลือกตั้งของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเติบโตจาก สายเลือดการเมือง และเครือข่ายอำนาจเดิม บางคนเป็น ลูกหม้อพรรค ที่ผู้ใหญ่ให้ความไว้วางใจ ขณะที่บางคนก้าวขึ้นมาด้วย ความสามารถ ทักษะการสื่อสาร และอุดมการณ์ทางการเมือง จนกลายเป็น “ตัวแทนความหวัง” ของพรรคในพื้นที่ยุทธศาสตร์
ศึกเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง หากแต่เป็นการวัดพลังว่า
“สายตรงแกนนำ” จะยังคงได้เปรียบ หรือ “ตัวแทนความหวังรุ่นใหม่” จะครองใจประชาชนได้มากกว่า
สุดท้าย คำตอบไม่ได้อยู่ที่สายสัมพันธ์หรือเครือข่ายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ความเชื่อมั่นของประชาชนในคูหาเลือกตั้ง ว่าจะเลือกใครเป็นผู้แทนไปสะท้อนเสียงของพวกเขาในสภา และผู้สมัครหญิงคนใด จะก้าวจาก “ดาวรุ่ง” ไปสู่ กำลังหลักทางการเมืองไทยในอนาคต คำตอบนั้น กำลังจะถูกตัดสินในวันเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







