ในหน้าประวัติศาสตร์โลกอาชญากรรม ไม่มีชื่อใดที่ทรงอิทธิพลและสร้างความหวาดหวั่นได้เท่ากับ ปาโบล เอสโกบาร์ (Pablo Escobar) “เจ้าพ่อยาเสพติด" ผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สินกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภายใต้ภาพลักษณ์ของอาชญากรผู้โหดเหี้ยมจนกลายเป็นภาพจำจนถึงทุกวันนี้ ชีวิตของเขาก็ได้มีช่วงเวลาสั้นๆ แต่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นที่สุด คือช่วงที่เขาสวมสูท ผูกเนกไท และเดินเข้าสู่สภาอันทรงเกียรติในฐานะ “สส. สำรอง ของโคลอมเบีย”
1. กำเนิด "โรบินฮู้ดแห่งเมเดยิน"
ก่อนที่เอสโกบาร์จะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติ เขาได้ปูทางด้วยยุทธการซื้อใจคนจน เอสโกบาร์ตระหนักดีว่าในเมืองเมเดยินที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ผู้คนต้องการ "ฮีโร่" ที่จับต้องได้ เขาจึงสถาปนาตนเองเป็น "โรบินฮู้ด" ช่วยเหลือผู้ยากไร้
ผลงานที่สร้างชื่อให้เขามากที่สุดคือโครงการ "เมเดยินไร้สลัม” เอสโกบาร์ได้เนรมิตบ้านพักจำนวนหลายร้อยหลังให้กับคนยากจนที่เคยอาศัยอยู่บนกองขยะ ไม่เพียงแค่นั้น เขายังติดตั้งระบบไฟฟ้าส่องสว่างให้กับสนามฟุตบอลในชุมชนแออัด เพื่อให้เยาวชนมีที่เล่นกีฬายามค่ำคืน
สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านมองข้ามที่มาของเงิน และเทิดทูนเขาดุจพระเจ้า ทำให้เขาใช้เงินที่ผิดกฎหมายซื้อความนิยมจากประชาชน เพื่อกรุยทางสู่ตำแหน่งทางการเมือง โดยความใฝ่ฝันสูงสุดของเขาก็คือ การได้เป็น”ประธานาธิบดีของโคลอมเบีย” นั่นเอง
2. ก้าวสู่สภา
ในปี ค.ศ. 1982 ความทะเยอทะยานของเอสโกบาร์พุ่งถึงขีดสุด เขาตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยลงในตำแหน่ง "สส. สำรอง" ของนักการเมืองที่ชื่อว่า “ไฮโร ออร์เตกา” (Jairo Ortega)
ชัยชนะในการเลือกตั้งนำพาเอสโกบาร์เข้าสู่สภาอย่างสง่าผ่าเผย ซึ่งเบื้องหลังรอยยิ้มในสภานั้น เอสโกบาร์ไม่ได้ต้องการทำเพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย…
แต่เป้าหมายของเขาคือ "เอกสิทธิ์คุ้มกันทางรัฐสภา" ซึ่งเปรียบเสมือนเกราะเหล็กที่จะปกป้องเขาจากการถูกส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอเมริกา สถานที่ที่เขากลัวที่สุด จนถึงขั้นเคยกล่าวไว้ว่า "ยอมเป็นศพในโคลอมเบีย ดีกว่าติดคุกในสหรัฐฯ"
3. ถูกกระชากหน้ากาก
ความฝันอันสวยหรูของเอสโกบาร์เริ่มพังทลาย เมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่กัดไม่ปล่อย อย่าง “โรดริโก ลารา โบนิยา” (Rodrigo Lara Bonilla) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผู้ที่กล้าลุกขึ้นมาชี้หน้าด่าเขากลางสภาว่า “เงินของเอสโกบาร์ คือเงินร้อนเปื้อนเลือด”
เอสโกบาร์ตอบโต้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมสกปรก เขาจัดฉากให้มีการนำหลักฐานเท็จมาแสดงในสภา เป็นเช็คสั่งจ่ายเงินจากพ่อค้ายาเสพติดคนหนึ่งเพื่อใส่ร้ายว่า โบนิยาเองก็รับเงินสกปรกเช่นกัน เหตุการณ์นี้ทำให้โบนิยาตกที่นั่งลำบาก แต่ก็สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว
4. หลักฐานมัดตัว
จุดจบทางการเมืองของเอสโกบาร์มาถึง เมื่อสื่อมวลชนเข้ามามีบทบาท หนังสือพิมพ์ El Espectador ภายใต้การนำของบรรณาธิการ “กิเยร์โม กาโน” (Guillermo Cano) ได้ขุดคุ้ยประวัติและค้นพบหลักฐานสำคัญที่เอสโกบาร์ซุกซ่อนไว้
มันคือภาพถ่ายผู้ต้องหาจากคดีจับกุมยาเสพติดเมื่อปี ค.ศ. 1976 ที่เมืองปาสโต ในภาพนั้น เอสโกบาร์ยิ้มร่าอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้จะถูกจับกุมพร้อมโคเคนจำนวนมาก การตีพิมพ์ภาพนี้คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า "ท่าน สส. ผู้ใจบุญ" แท้จริงแล้วคืออาชญากรค้ายาเสพติด!
5. มรดกเลือด
หลักฐานชิ้นนี้ทำให้เอสโกบาร์ถูกถอดถอนเอกสิทธิ์คุ้มกันและถูกบีบให้ลาออกจากสภาในปี ค.ศ. 1984 ความอับอายครั้งนี้เปลี่ยนเขาจากนักการเมืองหน้าใหม่ ให้กลายเป็นผู้ก่อการร้ายเต็มตัว
ความแค้นของเขานำไปสู่การสั่งสังหาร “โรดริโก ลารา โบนิยา” ตามมาด้วยการสังหาร “กิเยร์โม กาโน”บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ที่เปิดโปงเขา และการสังหารสุหฤโหดอีกมากมาย ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1993 ปิดตำนานเจ้าพ่อยาเสพติดระดับโลก ที่ได้สร้างบาดแผลฉกรรจ์ทางประวัติศาสตร์ให้กับโคลอมเบีย
เส้นทางการเมืองของ “ปาโบล เอสโกบาร์” จึงเป็นบทเรียนราคาแพงของโคลอมเบีย ที่แสดงให้เห็นว่า เมื่ออำนาจเงินตราสามารถแทรกซึมเข้าสู่การเมือง ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ใช่การพัฒนา แต่คือโศกนาฏกรรมที่แลกมาด้วยชีวิตของผู้บริสุทธิ์และผู้กล้าหาญที่ยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม







