บทความ บทวิเคราะห์

หลากประเด็นท้าทาย ธุรกิจประกันชีวิตปีม้า

แชร์ข่าว

บอย อินชัวร์

ก้าวข้ามสู่ปี2569 หรือปีม้ามาแล้ว สำหรับภาคธุรกิจประกันชีวิตก็ยังคงมึความท้าทายไม่ต่างไปจากภาคธุรกิจสถาบันการเงิน และธุรกิจอื่นๆ โดยบริษัทประกันชีวิตมีหลากหลายประเด็นท้าทายไม่น้อยทีเดียว ซึ่งสมาคมประกันชีวิตไทยก็เคยได้คาดการณ์ฝากทิ้งไว้ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา

ไม่ว่ากรณีธุรกิจยังคงต้องเผชิญกับการเดินหน้ายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น Big Data, AI และ Data Analytics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน สนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการของผู้บริโภค และเพิ่มความแม่นยำในกระบวนการต่าง ๆ อาทิ การเสนอขายการพิจารณารับประกันภัย การพิจารณาสินไหม ตลอดจนการให้บริการหลังการขาย การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคให้แม่นยำมากขึ้น เพื่อยกระดับประสบการณ์และความพึงพอใจของประชาชนในทุกมิติ

หรือแม้แต่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังคงมีความตึงเครียดในหลายภูมิภาค รวมทั้งปัญหาการสู้รบบริเวณชายแดนประเทศไทยกับกัมพูชาที่ยังไม่มีทีท่าจะนิ่งสงบ

รวมทั้งความเสี่ยงจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) มลภาวะเป็นพิษจากค่าฝุ่นPM และการระบาดของโรคอุบัติใหม่ที่มีความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ นอกจากกระทบต่อภาคเศรษฐกิจยังมีผลต่อความต้องการ ความเชื่อมั่น และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตโดยตรง

นี่ยังไม่นับรวมภาคธุรกิจประกันชีวิตเพิ่งปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้าน มาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 17 หลังจากเพิ่งมีผลใช้ทางปฏิบัตินับแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา แต่หลายค่ายยังไม่เข้าที่เข้าทาง ซึ่งจุดนี้ส่งผลต่อวิธีการรับรู้รายได้ การประเมินความเสี่ยงของกรมธรรม์ และการเปิดเผยข้อมูลทางบัญชีที่โปร่งใสยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบริษัทประกันชีวิตจำเป็นต้องลงทุนและบริหารจัดการต้นทุนในการปรับเปลี่ยนระบบภายในให้สามารถรองรับมาตรฐานดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงกับความต้องการลูกค้า

บวกกับอีกความท้าทายคือ เพื่อให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สมาคมประกันชีวิตไทยได้มีความตั้งใจมุ่งมั่นในการเดินหน้าผนวกแนวคิด ESG (Environment, Social, Governance) เข้ากับกระบวนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านการพิจารณาการลงทุน การออกแบบผลิตภัณฑ์ และการพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในยุคปัจจุบัน การดำเนินงานดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การคำนึงถึงบทบาทของธุรกิจต่อสังคม ตลอดจนการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการกำกับดูแลกิจการ

ขณะที่อีกประเด็นเผือกร้อนที่ท้าทายคือ จากกรณีทางการและภาคเอกชนได้นำระบบ Co-Payment หรือประกันสุขภาพรูปแบบใหม่ที่ธุรกิจประกันนำมาใช้นับแต่ม.คปี2568 และได้มีความพยายามปรับกรมธรรม์ประกันสุขภาพทั้งคนที่ทำประกันก่อนหน้าอยู่แล้วให้เป็นแบบ co-payment มากขึ้น จนบัดนี้ก็ยังมีแรงกระเพื่อมจากบางส่วนออกมาต่อต้านแสดงความไม่เห็นด้วยอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะผ่านกระบวนการเรียกร้องหรือร้องเรียนผ่านนักการเมืองในสภาผู้แทนราษฏรก็ดี หรือสร้างกระแสผ่านสังคมออนไลน์

แม้ว่าจากการปรับให้มี co-payment จะส่งผลให้แนวโน้มเบี้ยประกันสุขภาพในปี 2568 ปรับลดลง แต่ผลที่ตามมา อาจทำให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงประกันสุขภาพเอกชนได้มากขึ้น รวมทั้งช่วยลดต้นทุนธุรกิจประกัน แต่ทว่าในทางกลับกันก็เสี่ยงต่อการลดแรงจูงใจ "ซื้อประกัน" โดยเฉพาะยังติดใจกับปมข้อกำหนดบางอย่างเกี่ยวกับเงื่อนไขการเคลมการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น ไข้หวัด และข้อกำหนดการรับประกันแบบมีเงื่อนไขให้ผู้บริโภคต้องมีส่วนร่วมจ่ายค่ารักษา (Co-Payment) สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสิ่งท้าทายธุรกิจที่ต้องใช้ระยะเวลาเพื่อหล่อหลอมและสร้างความเข้าใจอันดีอย่างแพร่หลายมากขึ้น

ขณะเดียวกันก็ท้าทายไม่น้อย สำหรับภาคธุรกิจที่พยายามแก้ปัญหาประกันสุขภาพในปัจจุบันที่มีการเคลมสินไหมเกินความเป็นจริง รวมไปถึงการฉ้อฉลประกันภัย โดยสำนักงานคปภ กับสมาคมประกันฯได้ร่วมมือกันร่วมขับเคลื่อนลดข้อพิพาท-ฉ้อฉลประกันสุขภาพ หลังพบปัญหาเคลมเกินจริงพุ่ง ช่วยธุรกิจประกันจ่ายค่าเคลมน้อยลง ไม่ว่าจะเป็นการที่คปภ. ลงนาม MOU กับสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาลนับตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2566สมัย ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ อดีตเลขาธิการ สำนักงานคปภ.ดำรงตำแหน่ง เพื่อหาแนวทางป้องกันจากต้นเหตุ ทำให้ความเสี่ยงในการฉ้อฉลประกันภัยน้อยลง ขณะที่หากโรงพยาบาลมีคุณภาพ ไม่ละเลยคนไข้ คนไข้ได้รับบริการที่ดี ธุรกิจประกันภัยก็จ่ายค่าเคลมน้อยลง หรือความเคลื่อนไหวล่าสุดจับมือลงนามMOU กับกรมการค้าภายในและสมาคมรพ.เอกชน พร้อมกับไฟเขียวอนุญาตให้คนไข้ที่เอาประกันสามารถนำใบสั่งยาที่แพทย์รับรองออกให้นำมาซื้อยาราคาถูกข้างนอกรพ.เอกชนได้ ซึ่งก็คงต้องจับตาว่าจะประสบความสำเร็จตามคาดหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่าจำเป็นต้องคัดกรองสถานพยาบาลที่ขายยาเหล่านี้ได้รายที่ต้องมีจรรยาบรรณและขายยามีคุณภาพอย่างแท้จริง

แต่ทว่า แม้จะมีการคุมเคลมรั่วไหลจากการรักษาของสถานพยาบาลในขาหนึ่งแล้วก็ตาม แต่อีกขาหนึ่งบริษัทประกันต่างๆยังต้องให้ความสำคัญในการควบคุมให้อยู่หมัดกับบรรดาตัวแทนฉ้อฉลสารพัดรูปแบบ ไม่ว่าจะในรูปการอม การเชิดค่าเบี้ย หรือโกงเงินค่าเบี้ยประกันลูกค้าแล้วไม่นำส่งบริษัท ไม่ว่าจะแฝงเข้ามาในรูปแบบมันนี่เกมหรือรูปแบบทั่งตัวแทน หรือผู้เสียหายแฝง เพื่อจัดฉากฉ้อโกงบริษัทประกัน เพราะไม่เช่นนั้นการรั่วไหลจุดนี้มันส่งผลตามมาถึงการขึ้นค่าเบี้ยบริษัทประกันลูกค้าผู้เอาประกันทั้งพอรต์ของบริษัทประกันโดยรวมตามมานั่นเอง โดยไม่สนใจว่าลูกค้ารายอื่นๆไม่มีประวัติการเรียกร้องหรือเคลมค่าสินไหมใดๆในรอบปีผ่านมาแม้แต่น้อย ซึ่งจุดนี้ไม่เป็นธรรมแม้แต่น้อย

ข่าวแนะนำ

แชร์ข่าว