ภาพรวมตลาดสินค้าเกษตรไทยในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2568 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2569 ตกอยู่ในภาวะ "ทรงตัว" อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาคการค้าส่วนใหญ่ชะลอตัวลงในช่วงเทศกาลหยุดยาว อย่างไรก็ตาม แม้ราคาในประเทศจะดูนิ่งสงบ แต่กระแสลมพัดแรงจากฝั่งตลาดโลกกำลังสร้างแรงกดดันที่น่าจับตา โดยเฉพาะกลุ่มพืชไร่อย่าง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ ถั่วเหลือง ที่ต้องเผชิญกับปัจจัยลบด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) อย่างรุนแรง ตั้งแต่ความตึงเครียดในทะเลดำระหว่างรัสเซียและยูเครนที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง ไปจนถึงการแสดงแสนยานุภาพทางทหารของจีนรอบเกาะไต้หวัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้นักลงทุนในตลาดล่วงหน้า CBOT เลือกที่จะปิดสถานะเพื่อทำกำไรและรอดูท่าที ทำให้ราคาธัญพืชโลกปิดตัวในแดนลบส่งท้ายปี
สำหรับสถานการณ์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในประเทศไทย ราคายังคง ทรงตัว อยู่ที่กิโลกรัมละ 9.85 บาท สอดคล้องกับ กากถั่วเหลืองนำเข้า ที่ยืนราคาแข็งแกร่งกิโลกรัมละ 14.85 บาท แม้ตลาดโลกจะมีความผันผวนแต่ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในประเทศยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ต้องจับตาในปี 2569 คือปริมาณการส่งมอบสินค้าจริงจากสหรัฐฯ ไปยังจีน ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์จะขยับตัวไปในทิศทางใด ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าผลผลิตในปี 2569 จะเพิ่มสูงขึ้นแต่ก็จะถูกดูดซับด้วยความต้องการใช้ที่ขยายตัวตามไปด้วย เช่นเดียวกับสถานการณ์ ปลาป่น ที่ยังคงนิ่งสงบ โดยมีปัจจัยบวกจากปริมาณการจับปลาในเปรูที่ทำได้ถึง 80% ของโควตา ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องอุปทานขาดแคลนในตลาดโลกไปได้เปลาะหนึ่ง
ในส่วนของภาคปศุสัตว์ไทยถือเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายอย่างยิ่ง แม้ราคา สุกรมีชีวิตหน้าฟาร์ม จะ ทรงตัว อยู่ที่ 70-74 บาทต่อกิโลกรัม แต่ในเชิงลึกเกษตรกรยังคงต้องแบกรับสภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง โดยราคาขายปัจจุบันคิดเป็นเพียง 89-96% ของต้นทุนการผลิตเท่านั้น ส่งผลให้ผู้เลี้ยงสุกรยังคงมีตัวเลขขาดทุนเฉลี่ย 300-800 บาทต่อตัว แม้ต้นทุนการเลี้ยงในไตรมาสสุดท้ายจะเริ่มย่อตัวลงมาบ้างแล้วก็ตาม ขณะที่กลุ่ม ไก่เนื้อ และ ไข่ไก่ ยังคงรักษาระดับราคาไว้ได้อย่างมั่นคง โดยไก่เนื้อยืนอยู่ที่กิโลกรัมละ 41 บาท และไข่ไก่คละหน้าฟาร์มที่ 3.60 บาทต่อฟอง ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการอุปทานที่สมดุลกับความต้องการบริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่
ทิศทางของสินค้าเกษตรไทยในช่วงสัปดาห์แรกของปี 2569 จึงเป็นภาพของ การเฝ้าระวัง มากกว่า การเคลื่อนไหวเชิงรุก โดยมีตัวแปรสำคัญคือความชัดเจนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและการเปิดศักราชการค้าใหม่ของจีน หากสถานการณ์ในไต้หวันและยูเครนยังคงตึงเครียด อาจส่งผลให้ค่าเงินและความเชื่อมั่นในตลาดโภคภัณฑ์ผันผวน ซึ่งจะกดดันให้ต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบของไทยขยับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง การเตรียมความพร้อมด้านการจัดการต้นทุนและการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในศักราชใหม่นี้








