ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ร้อนระอุในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 พรรคการเมืองส่วนใหญ่ต่างชูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ และความมั่นคงชายแดนเป็นวาระหลักในการหาเสียง ทว่าประเด็น “วิกฤตสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Change) กลับแทบไม่ปรากฏอยู่ในเวทีดีเบตอย่างจริงจัง ทั้งที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งกำลังกัดกร่อนคุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางสุขภาพ และฐานเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จากหลายองค์กรระหว่างประเทศชี้ตรงกันว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภัยพิบัติที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปรากฏการณ์อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้ระบบพายุมีพลังงานสะสมมากกว่าเดิม ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักเฉียบพลันในช่วงเวลาสั้น แต่ครอบคลุมพื้นที่กว้าง เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำหลากซ้ำซาก สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินในหลายภูมิภาคของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ความเสียหายไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติเท่านั้น หากแต่สะท้อนถึงภัยพิบัติที่มนุษย์มีส่วนร่วมสร้าง ผ่านรูปแบบการพัฒนาเมืองที่ไม่สอดคล้องกับภูมิประเทศ การใช้ที่ดินขวางทางน้ำ การจัดการผังเมืองที่ขาดมิติความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงระบบเตือนภัยและการช่วยเหลือที่ยังไม่ครอบคลุม ทำให้ประชาชนกลุ่มเปราะบางเป็นผู้รับผลกระทบหนักที่สุด
นอกจากภัยพิบัติทางน้ำ ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ยังคงเป็นวิกฤตเรื้อรังที่บั่นทอนสุขภาพคนไทยมายาวนาน รายงานคุณภาพอากาศโลกของ IQAir ระบุว่า ในบางช่วงเวลา กรุงเทพมหานครและเชียงใหม่เคยติดอันดับเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงในระดับโลก โดยมีค่าฝุ่น PM2.5 สูงเกินกว่าค่าแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) อย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบจากมลพิษทางอากาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านสุขภาพ แต่ลุกลามถึงเศรษฐกิจในภาพรวม รายงานของธนาคารโลกและองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งประเมินว่า มลพิษทางอากาศสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยในระดับหลายเปอร์เซ็นต์ของ GDP ต่อปี ทั้งในรูปของค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข การสูญเสียผลิตภาพแรงงาน และผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในช่วงฤดูมลพิษ
ที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน องค์การยูนิเซฟเคยเปิดเผยว่า เด็กไทยมากกว่า 13 ล้านคน อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง ระบบทางเดินหายใจ และสุขภาพในระยะยาว
แม้ปัญหาจะรุนแรง แต่เหตุผลสำคัญที่นโยบายสิ่งแวดล้อมมักถูกผลักออกจากวาระหลักทางการเมือง อาจเป็นเพราะความซับซ้อนของการแก้ไข ซึ่งต้องอาศัยการปรับโครงสร้างทั้งระบบพลังงาน การคมนาคม และการวางผังเมือง มาตรการเหล่านี้มักเห็นผลช้า แต่กระทบผลประโยชน์รวดเร็ว จึงขัดแย้งกับวัฒนธรรมการเมืองที่เน้นนโยบายระยะสั้นซึ่งให้ผลลัพธ์ทันใจทางคะแนนเสียง
แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีความพยายามผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด และนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ในทางปฏิบัติยังประสบปัญหาการบังคับใช้ที่ไม่เข้มแข็ง และขาดเจตจำนงทางการเมืองในการจัดการกับผู้ก่อมลพิษรายใหญ่อย่างจริงจัง
ในการเลือกตั้งปี 2569 ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจำนวนไม่น้อย คาดหวังให้รัฐบาลชุดใหม่ยกระดับวิกฤตสิ่งแวดล้อมเป็น “วาระเร่งด่วนระดับชาติ” และนำหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) มาบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจย่อมไร้ความหมาย หากต้องแลกมาด้วยลมหายใจที่ปนเปื้อน และการดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงของภัยพิบัติที่ไม่มีระบบป้องกันรองรับ








