หากการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกมองว่าเป็นศึกชี้ชะตาการเมืองไทยระลอกใหม่ สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำมากกว่าตัวเลขโพลหรือกระแสบนโลกออนไลน์ คือ “กระดานอำนาจ” ที่กำลังถูกจัดวางใหม่อย่างเงียบเชียบ และหนึ่งในคำที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่นักวิเคราะห์การเมือง คือคำว่า “ขบวนการเนวิน” คำนี้ไม่ได้เกิดจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หากมาจากการวิเคราะห์ของ เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส. มากประสบการณ์ ที่มองเกมการเมืองไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อด้วยสายตาของคนคุ้นสนามอำนาจเป็นอย่างดี
สำหรับเทพไทนั้น “ขบวนการเนวิน” ไม่ได้หมายถึงชื่อพรรคหรือบุคคลเพียงลำพัง หากคือเครือข่ายอำนาจที่ถูกออกแบบอย่างเป็นระบบ ภายใต้การวางยุทธศาสตร์ของ เนวิน ชิดชอบ ผ่านพรรคการเมืองที่ดูเหมือนสายกลาง แต่กลับเป็นตัวแปรที่ทุกฝ่ายขาดไม่ได้อย่างพรรคภูมิใจไทย ความเหนือชั้นของขบวนการนี้ ไม่ได้อยู่ที่เสียงปราศรัยหรือแบรนด์นโยบายระดับชาติ หากอยู่ที่การ “คุมกลไก” และ “สร้างแต้มต่อ” ไว้ล่วงหน้าก่อนเกมเลือกตั้งจะเริ่มจริง
โมเดลอำนาจของขบวนการเนวิน ต่างจากการเมืองแบบกระแสที่สังคมคุ้นเคยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา พรรคนี้ไม่จำเป็นต้องชนะอันดับหนึ่ง ไม่ต้องแลนด์สไลด์ แต่ต้องเป็นพรรคที่ “ไม่มีใครข้ามได้” ในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าขั้วใดจะได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง สุดท้ายต้องหันกลับมามองภูมิใจไทยในฐานะตัวแปรตัดสินเกม นี่คือเหตุผลที่เทพไทมองว่า ขบวนการนี้กำลังทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของบรรดา “บ้านใหญ่” ทั่วประเทศ ที่ต้องการสังกัดค่ายการเมืองซึ่งให้ทั้งทรัพยากร ความมั่นคง และอำนาจต่อรองสูงสุด
ภาพของ “การสาดกระสุน” ที่นายเทพไทใช้เปรียบเปรย จึงไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง เพราะในบริบทนี้ กระสุนหมายถึงงบประมาณ เครือข่ายอุปถัมภ์ และสายสัมพันธ์เชิงอำนาจที่หยั่งรากในระดับพื้นที่ ตั้งแต่ผู้นำท้องถิ่น หัวคะแนน ไปจนถึงกลไกนอกสภา เป้าหมายไม่ใช่การเอาชนะพรรคประชาชนแบบถล่มทลาย แต่คือการ “สกัดแลนด์สไลด์” และทำให้การเมืองต้องกลับเข้าสู่เกมต่อรอง ซึ่งเป็นสนามถนัดของขบวนการนี้อย่างแท้จริง
เมื่อหันกลับไปเปรียบเทียบกับ “ระบอบทักษิณ” จะเห็นภาพความต่างชัดเจน แม้ทั้งสองโมเดลจะมีรากเดียวกันในยุคพรรคไทยรักไทย และต่างใช้อำนาจผ่านการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือ แต่เส้นทางพัฒนากลับแยกออกคนละทิศ ระบอบทักษิณเติบโตด้วยกระแส มวลชน และแบรนด์นโยบายระดับชาติ อาศัยความนิยมแบบถล่มทลายเป็นฐานอำนาจหลัก ขณะที่ขบวนการเนวินเลือกสร้างอำนาจแบบเงียบลึก เน้นตัวบุคคล เครือข่ายบ้านใหญ่ และการแทรกซึมในกลไกของรัฐ
ในเชิงยุทธศาสตร์ ระบอบทักษิณภายใต้ พรรคเพื่อไทย ต้องเผชิญแรงเสียดทานทั้งจากคดีความของตัวบุคคล ความเสี่ยงเชิงกฎหมาย และการแข่งขันกับกระแสสีส้มที่แย่งฐานเสียงคนรุ่นใหม่ไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ขบวนการเนวินกลับยืนอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยกว่า ทำงานอยู่หลังฉาก มีตัวแทนหลายชั้น และวางระบบให้เดินต่อได้แม้ผู้นำจะไม่ออกหน้า
นักรัฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยจึงเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า ในบริบทปี 2569 อำนาจที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่กับพรรคที่ได้คะแนนนิยมสูงสุด แต่อยู่กับขบวนการที่สามารถคุมกติกา คุมตัวแปร และชี้เป็นชี้ตายได้ในจังหวะสำคัญ ความได้เปรียบของขบวนการเนวินคือความเป็น “พรรคสายกลาง” ที่พร้อมจับมือกับทุกฝ่าย ขณะที่คู่แข่งรายอื่นถูกผูกมัดด้วยเงื่อนไขทางการเมืองและอุดมการณ์
คำเตือนของเทพไทที่ส่งไปถึงพรรคการเมืองใหญ่ จึงไม่ใช่การปลุกปั่น หากคือการชี้ให้เห็นภาพใหญ่ของเกมอำนาจ ในวันที่เพื่อไทยและพรรคประชาชนอาจมัวแต่ปะทะกันเองบนเวทีความนิยม ขบวนการเนวินกำลังขยายอิทธิพลอย่างเงียบ ๆ ทั้งในภาคใต้ ภาคเหนือ และพื้นที่บ้านใหญ่เดิม หากเกมเดินมาถึงจุดที่สองขั้วหลักตัดคะแนนกันเอง ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดอาจไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสนาม แต่คือผู้ที่ยืนรออยู่ตรงกลางอย่างใจเย็น
เมื่อกระดานอำนาจถูกพลิกจากการเมืองแบบกระแส ไปสู่การเมืองแบบเครือข่าย สิ่งที่เห็นชัดขึ้นทุกวันคือ ความเหนือชั้นของขบวนการที่เข้าใจเกมกติกามากกว่าเกมเสียงเชียร์ ระบอบทักษิณอาจยังทรงพลังในเชิงมวลชน แต่ขบวนการเนวินกำลังแสดงให้เห็นว่า อำนาจที่แท้จริงในยุคนี้ ไม่จำเป็นต้องเสียงดัง ไม่จำเป็นต้องชนะถล่มทลาย แค่ต้องยืนอยู่ในตำแหน่งที่ใครก็เลี่ยงไม่ได้
และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองตรงกันว่า ในการเมืองไทยหลังปี 2569 ผู้ที่คุมกระดานอาจไม่ใช่คนที่อยู่หน้าฉากที่สุด หากแต่คือขบวนการที่เดินเกมอยู่หลังม่าน และรู้ดีว่า จังหวะไหนควรขยับ และจังหวะไหนควรนิ่ง—ซึ่งในสมรภูมินี้ “ขบวนการเนวิน” กำลังถูกจับตาในฐานะผู้เล่นที่เหนือชั้นที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
#ขบวนการเนวิน #ระบอบทักษิณ #เลือกตั้ง2569 #การเมืองไทย #ภูมิใจไทย #วิเคราะห์การเมือง







