การเลือกตั้งครั้งใหม่ ถูกกำหนดไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงการล้างกระดานอำนาจ แต่ยังเป็นการเปลี่ยนผ่านภูมิทัศน์ทางการเมืองครั้งสำคัญ ที่แตกต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 อย่างสิ้นเชิง ทั้งอำนาจในการโหวตเลือกนายกฯ (หลังเลือกตั้ง) การพ่วงออกเสียงประชามติ และบริบททางการเมือง
1. อำนาจโหวตเลือกนายกฯ (หลังเลือกตั้ง)
การเลือกตั้งปี 2566 : เป็นการเลือกตั้งภายใต้บทเฉพาะกาล มาตรา 272 ซึ่งให้อำนาจ สว. 250 คน ร่วมโหวตเลือกนายกฯ ด้วย ทำให้พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลต้องรวบรวมเสียงให้ได้ถึง 376 เสียง (เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา) สว. จึงมีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งครั้งดังกล่าว ทั้งๆ ที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
การเลือกตั้งปี 2569 : บทเฉพาะกาลได้สิ้นสุดลง อำนาจในการโหวตนายกฯ กลับมาเป็นของ สส. 500 คน ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำให้ตัวเลขเป้าหมายลดลงเหลือ 251 เสียง ในการโหวตเลือกนายกฯ และจัดตั้งรัฐบาล
2. บัตร 3 ใบ : การเลือกตั้งพ่วงออกเสียงประชามติ
ในการเลือกตั้งปี 2566 ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กาบัตร 2 ใบ คือ บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กับบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (เลือกพรรค)
แต่ปี 2569 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตร 3 ใบ ได้แก่ (1) บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (2) บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และ (3) บัตรออกเสียงประชามติ (เห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่)
3. บริบททางการเมืองที่เปลี่ยนไป
ในการเลือกตั้งปี 2566 ได้มีการแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจนระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยม (กลุ่มอำนาจเก่า) กับฝ่ายเสรีนิยม
แต่เส้นแบ่งดังกล่าวได้พร่าเลือนไป หลัง “พรรคเพื่อไทย” ที่ได้จำนวน สส. เป็นอันดับ 2 จับมือฝ่ายตรงข้ามตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว รวมถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำทัพของ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทย และในกรณีที่ “พรรคประชาชน” โหวตให้ “อนุทิน” เป็นนายกฯ ฯลฯ ทำให้เส้นแบ่งระหว่างพรรคเสรีนิยม กับอนุรักษ์นิยม พร่าเลือน จนไม่มีความชัดเจนทางอุดมการณ์เหมือนในการเลือกตั้งปี 2566
ในการเลือกตั้งปี 2566 กระแสเสรีนิยมมาแรง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้พรรคที่มีแนวทางเสรีนิยม ณ เวลานั้น ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ลำพังแค่ สส. พรรคก้าวไกล (พรรคประชาชน) กับพรรคเพื่อไทย ก็มีจำนวนรวมกันเกือบ 300 เสียง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างสบายๆ ก่อนจะเกิดกรณีเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ที่สร้างรอยร้าวให้กับทั้งพรรคนับจากนั้นมา
ส่วนในปี 2569 กระแสเสรีนิยมได้อ่อนแรงลง จากกรณีต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ในทางกลับกันฝั่งอนุรักษ์นิยมกลับแข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะจากกระแสชาตินิยม ศึกไทย-กัมพูชา
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ การต่อสู้จึงเป็นไปในรูปแบบศึกสามก๊ก ซึ่งคาดว่า จะมี 3 พรรคการเมืองที่ได้จำนวน สส. สูสีกัน ได้แก่ “พรรคประชาชน” , “พรรคภูมิใจไทย” ที่เติบใหญ่กลายเป็นหัวขบวนอนุรักษ์นิยม และ “พรรคเพื่อไทย”
โดยไม่จำเป็นที่ว่า พรรคที่ชนะเลือกตั้ง จะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเสมอไป ซึ่งพรรคที่มีแนวทางยืดหยุ่น จะมีโอกาสมากกว่าในเข้าสู่อำนาจรัฐ สรุปก็คือ แม้จะแพ้การเลือกตั้ง แต่ก็ยังสามารถชนะศึกในการจัดตั้งรัฐบาลได้ ถ้ารวบรวมพันธมิตรได้มากพอ
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








