ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองกัมพูชา ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็น "เสาหลัก" ของผู้มีอำนาจสั่นคลอนพร้อมกันถึงเพียงนี้ ในเดือนธันวาคม ปี 2568 อาจถูกบันทึกว่า เป็นเดือนที่ลุ้นระทึกที่สุดของ ฮุน เซน เมื่อพายุลูกใหญ่ ทั้งสงครามชายแดนกับไทย และวิกฤตเศรษฐกิจ กำลังพัดถล่มพร้อม ๆ กัน
คำถามที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่ "ตระกูลฮุนจะอยู่อย่างไร ?" แต่เริ่มกลายเป็น "ถ้าตระกูลฮุนไป ใครจะมาแทน ?"
1. สมการอำนาจที่เปลี่ยนไป
สิ่งแรกที่ต้องขบคิดคือ โครงสร้างอำนาจของกัมพูชานั้นตั้งอยู่บนปากกระบอกปืนมาช้านาน ในอดีต ฮุน เซน สามารถควบคุมกองทัพได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ในยุคผลัดใบสู่รุ่นลูก รอยร้าวเล็ก ๆ เริ่มปรากฏชัดขึ้น
พลเอก เตีย บัญ ผู้นำ "ตระกูลเตีย" แม้จะถอยฉากไปอยู่เบื้องหลัง แต่บารมีที่ส่งต่อให้บุตรชาย เตีย เซ็ยฮา รองนายกฯ และรัฐมนตรีกลาโหม รวมถึงผู้เป็นน้องชาย พลเรือเอก เตีย วิญ (ผู้คุมกองทัพเรือและฐานทัพเรียม) นั้น ทำให้ตระกูลเตียมีสถานะเสมือน "รัฐซ้อนรัฐ" ที่มีความสัมพันธ์สายตรงกับจีน แยกขาดจากสายของฮุน เซน อย่างชัดเจน
ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ หากกัปตันเรือเปรียบได้กับ "ระบอบฮุน" ได้ออกอาการแบกรับวิกฤตไม่ไหว ฝ่ายเดินเรืออย่าง”ตระกูลเตีย” จะยอมจมไปด้วย หรือจะเลือก "เปลี่ยนกัปตัน" เพื่อรักษาเรือ (และผลประโยชน์มหาศาลของตนเอง) เอาไว้ ?
ทางเลือกที่ 1 : "หมากกระดานใหม่" ของมังกรจีน
จีนลงทุนในกัมพูชาไปมหาศาล ทั้งเม็ดเงินและยุทธศาสตร์ (โดยเฉพาะท่าเรือเรียม) จีนย่อมไม่ต้องการให้กัมพูชาตกไปอยู่ในมือชาติตะวันตก หากฮุน เซน "เอาไม่อยู่" จีนจำเป็นต้องมีแผนสำรอง ชื่อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงด้วยความน่าสนใจอย่างยิ่งในเวลานี้ก็คือ "เจ้าชายนโรดม จักราวุธ" ผู้นำพรรคฟุนซินเปก โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้
- ความชอบธรรมที่หาใครเทียบยาก : ในยามวิกฤตที่ศรัทธาต่อรัฐบาลตกต่ำ "สถาบันกษัตริย์" คือที่พึ่งทางใจสุดท้าย ประกอบกับ เจ้าชายนโรดม จักราวุธ มีภาพลักษณ์ที่ประนีประนอม ซึ่งอาจเป็นหนทางที่ลงตัวที่สุดสำหรับการเปลี่ยนผ่าน
- สัญญาณลับจากปักกิ่ง : การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนเข้าพบเจ้าชายนโรดม จักราวุธ ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อาจไม่ใช่แค่การเยี่ยมเยียนตามมารยาท แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า จีนไม่ได้ผูกมัดชะตากรรมไว้กับ “ตระกูลฮุน” เพียงตระกูลเดียวอีกต่อไป
หากฉากทัศน์นี้เกิดขึ้น เราอาจได้เห็น "โมเดลพันธมิตร" ระหว่าง ความศรัทธา (เจ้าชายจักราวุธ) และ กำลังรบ (ตระกูลเตีย) โดยมีจีนเป็นผู้กำกับบทอยู่หลังม่าน
ทางเลือกที่ 2: "ความฝัน" จากปารีส
ในอีกฟากหนึ่งของโลก สม รังสี ได้ประกาศจัดตั้ง "รัฐบาลกัมพูชาเอกราช" ณ กรุงปารีส เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2568 โดยหวังใช้แรงกดดันจากของสหรัฐฯ และความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ประชาชนลุกฮือ
ข้อสังเกต : ในประเทศที่อำนาจตัดสินด้วยกำลังทหาร สม รังสี จะฝ่าด่าน "กำแพงเหล็ก" ของกองทัพเข้ามาได้อย่างไร ? แม้ชาติตะวันตกจะสนับสนุน แต่หากไม่มี "คนใน" (กองทัพ) เปิดประตูให้ โอกาสของเขาก็ยังดูริบหรี่ เว้นแต่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้โครงสร้างทหารแตกแยกกันเองอย่างรุนแรง
2. จับสัญญาณจากชาติอำนาจ
สถานการณ์ในกัมพูชาขณะนี้เปราะบางยิ่งกว่าครั้งไหนๆ การเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้เกิดขึ้นผ่านคูหาเลือกตั้ง แต่อาจเกิดขึ้นในห้องประชุมลับ หรือผ่านการเจรจาต่อรองผลประโยชน์
ดังนั้นหากเห็นข่าวความเคลื่อนไหวแปลกๆ ของ พลเอก เตีย เซ็ยฮา หรือเห็นการเดินทางเยือนปักกิ่งที่ไม่มีกำหนดการล่วงหน้าของบุคคลสำคัญที่ไม่ใช่ตระกูลฮุน นั่นอาจเป็นสัญญาณล่วงหน้าว่า "ฉากทัศน์ใหม่ในกัมพูชา" กำลังจะเริ่มต้น
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








