สกู๊ปข่าว : ปมร้อนคุกวีไอพี! เขย่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ....คำถามใหญ่ที่สังคมรอคำตอบ
วิกฤตศรัทธาต่อระบบราชทัณฑ์ปะทุอีกครั้ง เมื่อกรณี “คุกวีไอพี” ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถูกเปิดประเด็นอย่างต่อเนื่องว่าอาจมี “การเอื้อประโยชน์” ให้กับผู้ต้องขังรายสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มนายทุนต่างชาติที่มีบทบาทต่อคดีอาชญากรรมข้ามชาติ จนทำให้หน่วยงานตรวจสอบต้องเร่งคลี่ปมทุกจุดที่สังคมสงสัย
จุดที่ทำให้เรื่องนี้ทวีความร้อนแรง คือการเคลื่อนไหวล่าสุดของ นายมานพ อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่ออกมาสู้แบบเปิดหน้า หลังถูกโยกย้ายและถูกกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์ให้ผู้ต้องขังจีนเทา โดยเจ้าตัวประกาศแนวทาง “สู้กลับ” คล้ายโมเดลของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “โจ๊ก” ที่เคยใช้วลีดัง “กูตาย มึงต้องตายด้วย” เพื่อหมายถึงการเปิดข้อมูลทั้งหมดให้สาธารณะรับรู้
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า การย้ายเจ้าหน้าที่จำนวนมากอาจทำให้เกิดความไม่พอใจภายใน และเป็นเหตุที่ทำให้เกิดข้อกล่าวอ้างสวนกลับกันเป็นทอด ๆ จนแยกยากว่าข้อเท็จจริงคืออะไร แต่ยืนยันว่า“ทุกเรื่องต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่แค่คำอ้าง”
และล่าสุด “รมว.ยุติธรรม” ออกมาแย้มว่า มีเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้องในสำนวนการสอบสวนแล้ว แต่ยังเปิดเผยต่อสื่อไม่ได้ ข้อมูลส่วนนี้ถูกมองว่าเป็น “จิ๊กซอว์สำคัญ” ที่จะคลี่ปัญหาว่ามีการเอื้อประโยชน์จริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม “อดีต ผบ.เรือนจำ” ออกมาเดินเกมส์ ตอบโต้ข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันว่าตนถูก “กลั่นแกล้งทางอำนาจ” และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์ใด ๆ พร้อมระบุว่า การถูกโยกย้ายเกิดขึ้นหลังจากเบิกความในคดีสำคัญ ซึ่งอาจกระทบถึงผู้บริหารในกระทรวงฯ
การออกมาสู้แบบไม่ถอย ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า ใครได้อะไรจากระบบที่คลุมเครือ? ภายในเรือนจำมีเครือข่ายผลประโยชน์หรือไม่? มีแรงเสียดทานทางอำนาจในระบบราชทัณฑ์หรือไม่?
เสียงเรียกร้องจากสังคม ถูกมองว่าเป็น “สัญญาณอันตราย” ของระบบราชทัณฑ์ไทย เพราะหากเรือนจำยังเป็นพื้นที่ที่คนมีเงินหรืออิทธิพลสามารถเข้าถึงสิทธิพิเศษได้ ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งกระบวนการยุติธรรม
เอาจริงๆ กรณี “คุกวีไอพี” ไม่ได้กระทบแค่ภาพลักษณ์ของเรือนจำหนึ่งแห่ง แต่กระทบทั้งโครงสร้างและความน่าเชื่อถือของกรมราชทัณฑ์รวมถึงกระทรวงยุติธรรม
การตรวจสอบครั้งนี้จึงถูกจับตาว่าจะเป็นเพียง “สงครามคำอ้าง” หรือจะนำไปสู่การปฏิรูปแก้ปัญหาเชิงระบบอย่างจริงจังหนึ่งในคำถามสำคัญที่ยังรอคำตอบคือ “ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากความไม่โปร่งใส?”
สังคมกำลังรอพิสูจน์ด้วยหลักฐาน ไม่ใช่คำอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น







