ตามที่ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อรับการคัดเลือกเข้าดํารงตําแหน่ง ผู้ว่าการ กกท. ระหว่างวันที่ 15-29 กรกฎาคม 2569 ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่กำหนดให้ยื่นสมัคร โดย กกท. เป็นวันหยุดราชการตรงกับอาสาฬหบูชา แต่สำหรับการยื่นสมัครนั้น ยังสามารถยื่นสมัครทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยมีรายงานว่า ตลอดทั้งวันที่ 29 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้าย มีผู้สมัครยื่นเข้ามาอีก 1 ราย คือ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข นักการเมืองและอดีตผู้สื่อข่าว ซึ่งเพิ่งลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครรอบล่าสุด ทำให้สรุปสุดท้ายมี 10 ผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าการ กกท. ในรอบนี้
สรุปรายชื่อผู้ยื่นสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการ กกท. รวมทั้งหมด10 คน ได้แก่ 1.นายศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ นายกสมาคมกีฬามิกซ์มาร์เชียลอาร์ตแห่งประเทศไทย, 2.ดร.สุวิทย์ เลิศธนากุลวัฒน์ นักการเมืองท้องถิ่นและนักทำงานสังคมย่านบางรัก, 3.นายธันย์ปวัฒน์ เตชภูวดลวิทิต ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย, 4.นายเจน ปิยะทัต ประธานสโมสรแบดมินตันแกรนนูลาร์ และกรรมการบริหารของสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย, 5.นายคุณากร มั่นนทีรัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษาสมาคมยิงปืนทหารและตำรวจแห่งประเทศไทย,
6.พ.ต.อ.ชัยพร ออฟูวงศ์ รองผู้บังคับการสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, 7. นพ.มีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการกกท. ฝ่ายบริหาร, 8. นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการกกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย, 9. นายธนกร ดวงมณี CEO The Agency Group และ 10. นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข นักการเมืองและอดีตผู้สื่อข่าว
สำหรับขั้นตอนต่อไป คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ ที่มี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน จะทำการตรวจคุณสมบัติของผู้สมัครทั้งหมดตามขั้นตอนที่กำหนด และทดสอบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ และเข้ารับการสัมภาษณ์ ก่อนสรุปรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกลำดับต่าง ๆ เสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกกท. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอชื่อเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบในขั้นตอนสุดท้าย
ทั้งนี้คุณสมบัติเฉพาะที่คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการ กกท. กำหนดไว้ เช่น มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับงานด้านบริหารจัดการองค์กรและด้านส่งเสริมและพัฒนาการกีฬา หรือกิจการที่เกี่ยวข้องกับกีฬา มีความรอบรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ในการบริหารจัดการองค์กร ในกรณีที่เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารภาคเอกชน ต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับรองผู้บริหารสูงสุดขององค์กร ซึ่งมีเงินทุนหมุนเวียนของกิจการนั้นไม่ต่ำกว่าปีละ 1,000 ล้านบาท และมีความรู้ประสบการณ์ในการบริหารจัดการองค์กรในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันยื่นใบสมัคร
กรณีที่เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารภาครัฐ ต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับรองผู้บริหารสูงสุดของส่วนราชการระดับกรมหรือเทียบเท่าและดำรงตำแหน่งทางการบริหารดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันยื่นใบสมัคร, ในกรณีที่เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับรองผู้บริหารสูงสุดหรือเทียบเท่าของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐนั้น และดำรงตำแหน่งทางการบริหารดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันยื่นใบสมัคร เป็นต้น








