ชนวนศึกครั้งใหม่! สะเทือนวงการลูกหนังโลก ที่กำลังนำไปสู่ความตึงเครียดระดับสูงสุด เมื่อแผนการสะพัดเงินทุนยักษ์ใหญ่มูลค่า กว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่นำโดย "จานนี อินฟานติโน" ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ซึ่งเตรียมอ้าแขนรับกลุ่มนักลงทุนเอกชนรวมถึงตระกูลดังอย่าง "คุชเนอร์" เข้ามาร่วมบริหารจัดการศึกฟุตบอลโลก ได้ถูกประกาศออกมาสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันอังคาร (28 ก.ค.69) ที่ผ่านมา ทว่ากลับโดนสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า ออกหน้าคัดค้านอย่างดุเดือดทันควัน โดยยูฟ่าร่อนแถลงการณ์สวนกลับอย่างเผ็ดร้อนว่า สิ่งนี้ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ฟีฟ่าจะเอาไปเร่ขายให้ใครได้ เพราะไม่มีใครหน้าไหนเป็นเจ้าของฟุตบอลทั้งนั้น
โครงการเจ้าปัญหาดังกล่าวคือการที่ อินฟานติโน เตรียมจัดตั้งบริษัทลูกเชิงพาณิชย์ ภายใต้ชื่อ "ฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด เอ็นเตอร์ไพรส์" (FIFA Forward Enterprise: FFE) เพื่อเข้ามาดูแลและบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ของศึกใหญ่อย่าง ฟุตบอลโลกชาย และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก โดยรายงานข่าวชิ้นนี้หลุดออกมาจากสื่อยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง เดอะ ไทมส์ แห่งลอนดอน เป็นแห่งแรก
ด้านองค์กรลูกหนังโลกชี้แจงว่า FFE วางแผนระดมทุนก้อนโตสูงถึง 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในช่วงปลายปีนี้ เพื่อนำไปอัดฉีดโครงการพัฒนาฟุตบอลทั่วโลก โดยตั้งอยู่บนฐานประเมินมูลค่าหุ้นเริ่มต้นที่ 20 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมระบุว่าจะคัดสรรกลุ่มนักลงทุนระยะยาวอย่างรัดกุมเข้าถือหุ้นส่วนน้อยที่ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมบริหาร
ในการเดินเกมครั้งนี้ ฟีฟ่าได้จับมือร่วมงานกับสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง เจ.พี. มอร์แกน ขณะที่หนึ่งในกลุ่มนักลงทุนเป้าหมายตัวเต็งคือ ไทรฟ์ เอเทอร์นัล (Thrive Eternal) ก่อตั้งโดย โจชัว คุชเนอร์ ซึ่งมีพี่ชายคือ จาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
ยิ่งไปกว่านั้น มหกรรมฟุตบอลโลกชายที่เพิ่งรูดม่านปิดฉากลงไปเมื่อเดือนก่อน ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นทั้งในมิติการเมืองและเรื่องส่วนตัวระหว่างทรัมป์กับอินฟานติโน จนก่อให้เกิดกระแสความกังวลอย่างหนักในวงกว้าง โดยเฉพาะจากฝั่งยูฟ่าที่มองว่านี่คือเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล
ยูฟ่าได้ร่อนแถลงการณ์ตอบโต้ข่าวการขายหุ้นรายการแข่งขันของฟีฟ่าไว้อย่างเจ็บแซ่บว่า จิตวิญญาณและการบริหารจัดการวงการฟุตบอลไม่ใช่สินทรัพย์ที่จะนำมาซื้อขายกันตามใจชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกระบวนการทั้งหมดไร้ซึ่งความโปร่งใส และไม่มีใครรู้เลยว่าใครกันแน่ที่จะได้รับผลประโยชน์ทางการเงินที่แท้จริงจากดีลนี้
ทั้งนี้ ปัจจุบัน ฟีฟ่า ถือสถานะเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสมาคมฟุตบอลจากทั่วโลกเป็นสมาชิกรวม 211 แห่ง ซึ่งการจะขับเคลื่อนแผนการดังกล่าวจำเป็นต้องผ่านการอนุมัติจากชาติสมาชิกก่อน โดยแต่ละประเทศจะได้รับโอกาสอัดฉีดเงินทุนก้อนโตแบบครั้งเดียวสูงถึง 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อินฟานติโน กล่าวอ้างในแถลงการณ์ของฟีฟ่า ว่า นี่คือขั้นตอนสำคัญในการสร้างความเท่าเทียมและกระจายอำนาจความเป็นประชาธิปไตยให้แก่วงการฟุตบอลทั่วโลก พร้อมยืนยันว่ากระบวนการหารือได้เริ่มนับหนึ่งขึ้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม สหพันธ์ฟุตบอลยุโรปซึ่งมีสมาชิกในมือ 55 ประเทศ กลับมองตรงกันข้ามโดยเตือนว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นรุนแรงระดับวิกฤตที่สมาคมฟุตบอลทุกชาติควรพิจารณาอย่างจริงจังที่สุด เพราะนี่คือการข้ามเส้นเกียรติยศที่องค์กรกำกับดูแลฟุตบอลไม่ควรก้าวข้ามไปอย่างเด็ดขาด
สำหรับข้อเสนอเงินอัดฉีดมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น ฟีฟ่าระบุว่า อินฟานติโน ได้แย้มรายละเอียดเบื้องต้นต่อหน้าตัวแทนสมาชิกที่มารวมตัวกัน ณ แมนฮัตตัน เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกจะเริ่มขึ้น โดยเขาได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยปลดล็อกศักยภาพและสร้างโอกาสทางการค้าครั้งยิ่งใหญ่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยข้อเสนอใหม่ใน "โครงการเร่งรัดการพัฒนาของฟีฟ่า" จะเพิ่มเงินอัดฉีดให้ชาติสมาชิกทั้ง 211 แห่งไปจนถึงปี 2038 จากเดิมที่เคยสัญญาไว้ว่าจะให้เงินพัฒนาประเทศละ 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2027-2030 ขยับก้าวกระโดดขึ้นเป็น 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะทยอยปรับเพิ่มเป็น 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึง 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรอบการค้าถัดๆ ไป
ตัวเลขรายได้ก้อนโตที่ฟีฟ่ากวาดไปได้จากฟุตบอลโลก 2026 สูงถึงประมาณ 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นผลมาจากราคาบัตรเข้าชมและแพ็กเกจการต้อนรับระดับวีไอพีที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก
ทว่า ยังไม่มีใครกล้าการันตีว่าฟีฟ่าจะสามารถกอบโกยเงินมหาศาลระดับนี้ได้อีกหรือไม่ ในศึกฟุตบอลโลกชายปี 2030 ที่มี สเปน โปรตุเกส และโมร็อกโก เป็นเจ้าภาพร่วม
ทั้งนี้ ฟีฟ่ายืนยันว่าชาติสมาชิกมีสิทธิ์เลือกได้อย่างอิสระว่าจะเข้าร่วมรับโอกาสทางการเงินใหม่นี้หรือไม่ พร้อมย้ำชัดว่าฟีฟ่าจะยังคงเป็นผู้ถือครองอำนาจควบคุม FFE แต่เพียงผู้เดียว รวมทั้งมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการกำกับดูแลปฏิทินแข่งขัน กฎระเบียบ ข้อบังคับ และประเด็นทางกีฬาทั้งหมด
กระนั้นก็ตาม มาตรฐานความซื่อสัตย์สุจริตของฟีฟ่ากลับถูกตั้งคำถามอย่างหนักตลอดช่วงฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ทั้งจากกลุ่มเฮดโค้ชทีมชาติ สมาคมฟุตบอลนอร์เวย์ รวมไปถึงองค์กรระดับสูงของฝั่งยุโรปอย่างสภาแห่งยุโรป
ยิ่งไปกว่านั้น เมกะโปรเจกต์ที่เปิดตัวล่าสุดนี้ ถือเป็นพยายามครั้งที่สองในรอบ 11 ปีภายใต้การกุมอำนาจของอินฟานติโน ที่พยายามดันข้อตกลงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กับกลุ่มทุนเอกชน โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 2018 เขาเคยเสนอข้อเสนอลับมูลค่า 25 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ระยะเวลา 12 ปี ร่วมกับ ซอฟต์แบงก์ จากญี่ปุ่น เพื่อสร้างรายการแข่งขันระดับโลกใหม่ๆ รวมถึงขยายศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกชาย ซึ่งมีท่อน้ำเลี้ยงหลักอัดฉีดจากซาอุดีอาระเบีย ทว่าโปรเจกต์นั้นต้องพังพินาศลงเนื่องจากการต่อต้านอย่างหนักจากยูฟ่า ที่มองว่าเป็นการคุกคามเวทีทำเงินของตนอย่าง แชมเปียนส์ลีก และศึกยูโร
ถึงกระนั้น อินฟานติโนก็ยังคงเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับขั้วอำนาจลูกหนังซาอุดีอาระเบียและเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน จนส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียคว้าสิทธิ์เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2034 ได้สำเร็จ แถมยังเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ให้กับศึกสโมสรโลกโฉมใหม่ที่จัดขึ้นในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้วอีกด้วย
ขณะเดียวกัน ความสำเร็จด้านรายได้มหาศาลจากฟุตบอลโลกนัดล่าสุด แทบจะเป็นตั๋วการันตีว่าอินฟานติโนจะได้รับการเลือกตั้งนั่งเก้าอี้ประธานฟีฟ่าต่อเป็นสมัยที่สี่ ซึ่งเป็นสมัยสุดท้ายไปจนถึงปี 2031 โดยไร้คู่แข่งท้าชนในการเลือกตั้งปีหน้า หลังจากที่เขาเคยชนะโหวตท่วมท้นที่ประเทศรวันดา เมื่อปี 2023 พร้อมเคยโวไว้ว่า ซีอีโอคนไหนที่ทำยอดเงินได้มหาศาลขนาดนี้ สมควรได้รับสัญญาจ้างทำงานไปตลอดชีวิต
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกิดกระแสคาดการณ์มาโดยตลอดว่า อินฟานติโน อาจกำลังมองหาบทบาทใหม่ในระดับบริหารโลกหลังจากต้องลงจากตำแหน่งประธานฟีฟ่าในวัย 61 ปี ซึ่งทางสื่อดังอย่าง เดอะ ไทมส์ รายงานว่า อาจมีการตั้งตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงเทียบเท่าซีอีโอขึ้นมาใหม่เพื่อดูแลหน่วยงาน FFE โดยเฉพาะ และเปิดทางให้อินฟานติโนเข้ามาควบเก้าอี้
แม้ฟีฟ่าจะออกมาปฏิเสธว่าเรื่องนี้ยังไม่เคยมีการหารือกันมาก่อน แต่ก็ยอมรับอย่างเปิดเผยว่าประธานฟีฟ่าและทีมผู้บริหารชุดปัจจุบันจะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในองค์กรใหม่นี้อย่างแน่นอนหากผ่านการอนุมัติ โดยปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดเส้นตายในการลงมติของสภาฟีฟ่าและสมาชิกทั้ง 211 ประเทศแต่อย่างใด มีเพียงกำหนดการประชุมออนไลน์ในวันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ เพื่อยืนยันชาติเจ้าภาพฟุตบอลโลกหญิงปี 2031 และ 2035 เท่านั้น
#ฟีฟ่า #ยูฟ่า #อินฟานติโน #ฟุตบอลโลก #วงการฟุตบอล #ฟุตบอลโลก2026 #ข่าวกีฬา #ฟุตบอลต่างประเทศ #จานนีอินฟานติโน #FIFA #UEFA #ฟุตบอลโลก #GianniInfantino #ข่าวฟุตบอล #ข่าวฟุตบอลวันนี้ #FIFAForwardEnterprise #ข่าวฟุตบอลต่างประเทศ #ข่าววันนี้








