สกุล บุณยทัต
“ฉันรักคุณ...ยิ่งกว่ารักคุณเสียอีก” “ในหนทางแห่งชีวิต...เราอาจค้นพบรอยทรงจำของใครต่อใครที่กลายเป็นแบบอย่างของความคิดฝันที่ทั้งจริงจังและจริงใจ...แท้จริงแล้ว...นี่คือแก่นสารของความรู้สึกแห่งปรารถนาภายใต้หัวใจที่จดจ่อ...ของผู้ที่มีความรู้สึกรักต่อใครบางคน...ทุกคน...”
มันเป็นดั่ง...หยาดทิพย์ของสายฝนแห่งธารอารมณ์ เป็นถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมาจากสวนฝันของความใฝ่ฝัน...และเป็นยิ่งกว่าอารมณ์ร่วมของการเสียสละใด ๆ...นั่นอาจดูเหมือนความหลงละเมอและเพ้อฝันอันบ้าคลั่ง...กระทั่งกลายเป็นมวลมายาของความรัก...ที่เป็นประหนึ่งว่าจะไม่สูญสิ้น...หรือตายไปจากใจ...แม้เมื่อใด...!
...สาระสำคัญแห่งสำนึกคิด...ที่สั่นไหวบทนี้ สืบเนื่องมาจากประพันธกรรมในทรงจำของนักฝัน...นักประพันธ์คนสำคัญของโลกชาวรัสเซีย “ฟีโอดอร์ ดอสโตเยียฟสกี้” (Fyodor Dostoevsky) ในนามแห่ง “คนช่างฝัน” / “White Nights” เรื่องสั้นขนาดยาวซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1848...อันเป็นช่วงเริ่มต้นของการเป็นนักเขียน...นักประพันธ์อาชีพของเขา!
มันเป็นเรื่องราวของตัวละครตัวเอก ซึ่งเป็นนักประพันธ์ไร้ชื่อ...ชาวนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก...ผู้มีชีวิตจ่อมจมและตรึงติดอยู่กับความทุกข์เศร้าจากความเหงาภายในจิตใจของเขา...โชคชะตาทำให้เขาพานพบและตกหลุมรักหญิงงามนาม “นาสเต็นกา” (Nastenka)...ผู้ไม่สมหวังในรักที่รักและมุ่งหวัง...ณ ขณะนั้น...เธอกำลังเฝ้าคอยคนรักของเธอดั่งความฝัน โดยไม่รู้ถึงผลลัพธ์แห่งอนาคต!
เหตุการณ์แห่งจุดบรรจบของชะตากรรมแห่งรักดังกล่าวนี้...เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ...ห้วงเวลาของเดือนพฤษภาคมที่กำลังย่างเข้าสู่ฤดูร้อน...ห้วงเวลาที่ยามกลางคืนมีเวลาสั้นกว่าปกติ...ซึ่งถูกเรียกขานกันว่า “คืนนอนไม่หลับ”...“คืนสีขาว” (White Nights)...
...เรื่องราวทั้งหมดดำเนินไปท่ามกลางแสงฉายของความฝัน ในขณะที่บทบาทแห่งชีวิตของตัวละครทั้งมวลก็เคลื่อนตัวไปในโลกขยายแห่งความเป็นจริงพร้อม ๆ กัน...เหมือนกับลักษณะอาการบางอย่างที่เกี่ยวพันและเชื่อมโยงถึงกันดุจกลางคืนกับกลางวัน...หรือบางสิ่งในบางขณะ ระหว่างการนอนหลับฝันกับการตื่นฟื้น!
“รักสามเส้า” ในสัมพันธภาพระหว่างตัวละคร...ตกอยู่ในความซับซ้อนที่บิดเบี้ยวดั่งแหลกสลาย...เป็นความปั่นป่วนสับสนที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในทางจิตวิญญาณ...ที่เอ่อท้นไปด้วยความยุ่งยากที่ไม่แน่นอน!
เหตุนี้ทั้งความรัก การสูญเสีย กระทั่งภาวะอันสูงส่งของ สถานะ...จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งผลต่อการ ทำให้ความรักต้องหลุดลอยไปไกล...กระทั่งเหลือเพียง “ซากความฝัน” ของ “คนช่างฝัน” เพียงเท่านั้น!
“คุณรู้ไหมว่า...ฉันแอบคิดถึงเรื่องอะไรในตอนนี้?...แต่ฉันไม่อยากที่จะพูดออกมาในตอนนี้หรอกนะ...เพียงแต่ขอให้คุณรู้ว่า...โดยทั่วไปแล้วมันอยู่ภายในใจของฉันเป็นเวลานานแล้วล่ะ...!...จงฟังนะ!...ทำไมเราทั้งหลาย จึงไม่สามารถประพฤติตัวเหมือนพี่เหมือนน้องกันล่ะ?...ทำไมล่ะ...แม้คนที่ดีที่สุด ก็ยังเก็บบางอย่างไว้ ไม่ยอมบอกคนอื่น...ส่วนคนอื่นก็ไม่พูดบางสิ่งบางอย่างออกมา...เช่นเดียวกัน!”
ความคิดดั่งนี้...เป็นบทสะท้อนของสัญชาตญาณด้านลึกของ “ดอสโตเยียฟสกี้” ผู้ซึ่งขณะนั้นเขาเพิ่งคืนกลับมาจากไซบีเรีย ดินแดนที่มีเหตุการณ์สำคัญที่เกือบพรากชีวิตเขาไป...เขากลับจากที่นั่นมาเมื่อปี ค.ศ. 1859...เขาเป็นคริสเตียนออร์โธด็อกซ์...ที่มีศรัทธาแรงกล้า...เชื่อมั่นในภาวะไร้พลังในอุดมคติแบบยูโทเปีย ต่อการเผชิญหน้ากับความชั่วร้ายของมนุษย์...
เขามุ่งมั่นและเชื่อว่า...การช่วยเหลือให้พ้นบาปใด ๆ จะต้องไม่ถูกสถาปนาขึ้นบนรากฐานของความเป็น “มนุษยนิยม”...หรือแม้แต่การจัดระเบียบทางการเมืองที่ได้รับการปฏิรูป...หากแต่มันจักต้องถูกสถาปนาขึ้น บนรากฐานของการ “เกิดใหม่”...ทางศาสนาของปัจเจกชน
เหตุนี้...ความเป็นลัทธิ “ยูโทเปีย” ในลักษณะที่ “ดอสโตเยียฟสกี้” ได้ประสบ...จึงถูกเชื่อมโยงกับอุดมคตินิยมแบบไร้เดียงสาและเร้าอารมณ์ของบรรดานักฝันแห่งนครปีเตอร์สเบิร์ก...ซึ่งถ้อยคำของ “เนสเต็นกา” ที่ได้ยกมากล่าวอ้างถึงนั้น ก็คล้ายดั่งว่า...เธอจะสนใจแค่เพียงผิวเผิน กับภาพลวงตาของความเป็นภราดรภาพของความเป็นมนุษย์ที่ประจักษ์อยู่กับใจว่า...มันเต็มไปด้วย “ความสะเทือนใจ”!
ที่สุดแล้ว...เธอก็ทิ้งชายนิรนามไป...นั่นเป็นการทำลายความฝันและความหวัง อันเป็นความสุขสูงสุดของ “นักฝัน”...เธอหันกลับไปหาคนที่เธอรัก...ดั่งทรยศต่อความไร้เดียงสาของอุดมคติ...มองข้ามความเห็นแก่ตัว...คตินิยมแห่งความสุขทางกาย และความปรารถนาที่จะมีอำนาจในการขับเคลื่อนพฤติกรรมของมนุษย์!
“ดอสโตเยียฟสกี้”...มีความตระหนักว่า...ความสัมพันธ์ของมนุษยโลกที่ไม่สมบูรณ์ดังกล่าวนี้...ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรักที่มีให้และมอบให้แก่กันและกัน...แต่กลับตั้งอยู่บนพื้นฐานของความขัดแย้ง...ในเชิงอัตตาที่เต็มไปด้วยอคติ
นัยแห่งความเป็นจริงข้อนี้...ถูกเปิดเผยในงานเขียนชิ้นต่อ ๆ มาของเขา โดยเฉพาะในเรื่อง “คนเจียมตัว” (A Gentle Creature)
“ยกโทษให้ฉันเถิด...ยกโทษให้ฉัน!
...ฉันขอคุกเข่า เพื่อขอโทษคุณ...ฉันหลอกทั้งตัวฉันเองและคุณ...มันเป็นความฝัน เป็นภาพลวงตา...ยกโทษให้ฉันนะคะ ยกโทษให้ฉันด้วย...อย่าตำหนิฉันเลยค่ะ...ฉันไม่ได้เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยนิด...ในสิ่งที่มีต่อคุณ...ฉันพูดว่า...ฉันรักคุณ...แล้วฉันก็ทำอย่างนั้น...ยิ่งกว่ารักคุณเสียอีก...โอ...พระเจ้า!...ถ้าฉันเพียงแต่สามารถ จะรักคุณทั้งสองได้พร้อม ๆ กัน...ล่ะก็...ถ้าเพียงแต่...คุณเป็นเขาเท่านั้น!”
ว่ากันว่า...โศกนาฏกรรมของนักฝัน จักอยู่ตรงที่ การไร้ความสามารถของเขาเอง... ที่จะสามารถ สร้างความสัมพันธ์อย่างมีดุลยภาพ ระหว่างโลกของความเป็นจริงที่อยู่ภายนอกตัวเขา และ โลกแห่งความฝันที่สร้างขึ้นภายในจิตใจ...ดังเช่นที่เขาเคยอธิบายไว้ว่า...
“สิ่งที่อยู่ภายนอก จักต้องได้ดุลยภาพสม่ำเสมอ กับสิ่งที่อยู่ภายใน มิเช่นนั้นแล้ว หากปราศจากปรากฏการณ์ภายนอก...สิ่งที่อยู่ภายในจะได้เปรียบ จนทำให้เกิดอันตรายได้...หากเป็นเช่นนั้น...โรคประสาท และภาพหลอน จะครอบครองพื้นที่กว้างขวางมากในตัวตนของคน...คนนั้น!”
นี่คือ...หนังสือแห่งการทดสอบภาวะสำนึก ในห้วงเหวแห่งมายาคติ...และความเป็นจริงระคนกัน...ปรากฏการณ์อันเร้นลึกแห่งฝัน...ก่อเกิดขึ้นอย่างรุกล้ำและรุนแรง...ในชีวิตแห่งความเป็นปัจเจกของนักฝัน...มันนำไปสู่ทางรอดใหม่ของภูมิปัญญา...ที่จะเข้าใจในความสลับซับซ้อนของจิตวิญญาณ!
...ในความสั่นไหวของอักษรแห่งถ้อยคำ...ล้วนถูกกลั่นออกมาจากการแสดงของอารมณ์ร่วม “ดอสโตเยียฟสกี้”...ได้แสดงนัยแห่งความเป็นนักเขียนออกมา...ผ่านความรู้สึกที่งดงามเชิงอุดมคตินิยมโรแมนติกในวัยหนุ่ม ผสานผสมเข้ากับวิถีอิสระแห่ง “โลกนักฝัน” ที่เคลื่อนขยายและเคลื่อนเงาอยู่ในอุดมคติ...หลุดพ้นจากพันธนาการของความเป็นจริงที่ร้อยรัด...กระทั่งบังเกิดเป็นสถานะแห่งการเป็น “ศิลปินแห่งชีวิต” หรือ “เทพธิดาแห่งจินตนาการ”...ในที่สุด!
“อะไรบ้างล่ะ...ที่ผมไม่ได้ใฝ่ฝันเมื่ออยู่ในวัยหนุ่ม...ตลอดชีวิตของผม...ไม่มีชั่วขณะใดที่จะเต็มเปี่ยมไปกว่า...ศักดิ์สิทธิ์เสียยิ่งกว่า...และ บริสุทธิ์ยิ่งไปกว่า...ขณะนั้นอีกแล้ว!”
“ศ. ศุภศิลป์” ถอดความและถ่ายทอดวรรณกรรมเรื่องนี้ออกมาอย่างงดงามและมีความหมาย...มันแสดงออกผ่านจิตวิญญาณที่เป็นสุนทรียะ...ดังที่ “ดอสโตเยียฟสกี้” ได้ปรุงแต่งและร่ำระบาย “ความฝันแห่งความฝัน” เอาไว้...เป็นที่สุดของที่สุด...ในการดึงเอาความคิดแห่งความฝันออกมา...ตีแผ่และขยายความ!
...ภายใต้อุดมคติของนักฝัน...ผู้ซึ่งมีคตินิยมแบบโรแมนติกโอบประคองอยู่นั้น...จริง ๆ แล้วต่างมีความสิ้นหวัง และ...ลางสังหรณ์อันโหดร้ายซ่อนอยู่...เป็นความสิ้นหวังและลางสังหรณ์ของมนุษยศาสตร์ที่ต้องการหลบซ่อน...อันถือกันว่า...เป็นแดนสนธยาระหว่างความเป็นจริงกับสิ่งที่จินตนาการขึ้นมา!
...หลังจากนักฝัน...ได้สูญเสียคนที่รักไป...เขาจึงจำต้องมีชีวิตอยู่กับ “อุดมคตินิยมที่วิปริต”...เป็นมนุษย์ที่หลบซ่อน...เป็นภาพหลอนที่อันตรายไปจนชั่วชีวิต!
“เนื่องจากบุคลิกอันแปลกประหลาดและชอบระแวงของเธอ...ทำให้เราสองคนอยู่กันอย่างไร้สุข...แต่เราก็ไม่อาจเลิกรักกันและกันได้...ยิ่งไร้สุขมากขึ้น...เราก็ยิ่งจะรักกันมากขึ้น”...มันเป็นยิ่งกว่ารักในรัก...อย่างแท้จริง...!







