เรื่องสถาบันกษัตริย์ควรพูดกันอย่างไร!?
รศ.ดร.เสรี พงศ์พิศ อดีตอธิการบดีสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กชื่อ Seri Phongphit ระบุว่า...#เรื่องสถาบันกษัตริย์ควรพูดกันอย่างไร เบื้องหลังบทความนี้ ขออ้างถึงข้อเขียนก่อนนี้ ที่มีฐานคิดเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่อง “ตาบู” “เสียงเพรียกแห่งกาลเวลา” และ “ศาสตร์แห่งการตีความ” เพราะถ้าแยกออกจากบริบทนั้นอาจเข้าใจบทความนี้ผิดผมเห็นว่าเราควรพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ “ในที่แจ้ง” ในเมื่อพระองค์ท่านเองก็ทรงเปลี่ยนพระองค์เอง ทรงเป็น “กันเอง” กับประชาชน “แตะต้องได้” ทรงทักทายใกล้ชิด แม้แต่แซลฟี และพระราชทานข้อความและลายเซ็นลงบนภาพบนกระดาษที่ประชาชนยื่นให้ขณะที่เสด็จพระราชดำเนิน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ทรงใกล้ชิด “ชาวบ้าน” ในชนบท เห็นภาพน่าประทับใจของพระองค์มากมาย แต่ในลักษณะแตกต่างไปจากรัชกาลปัจจุบัน ที่เรามาเห็นการเปลี่ยนแปลง จึงอยากขอร้องว่า ถ้ารักสถาบันกษัตริย์ รักพระเจ้าอยู่หัวจริงก็อย่าทำตัวเป็น “ไพร่เกินเจ้าบ่าวเกินนาย” เลย
เป็นที่เข้าใจว่า ปฏิกิริยาตอบโต้ของผู้รักสถาบันมาจากการวิพากษ์วิจารณ์และจาบจ้วงรุนแรงของม็อบคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งก็มีกฎหมายเรื่องการละเมิดอยู่แล้ว การออกมาเผชิญหน้าจนเสี่ยงการปะทะกันรุนแรงจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิด การปกป้องสถาบันคงไม่ถึงกับต้องตั้ง “กองทัพประชาชน" หรือจะซ้ำรอย “กระทิงแดง” ก่อน 6 ตุลาฯ 2519 ซึ่งน่าจะรู้ว่านำไปสู่อะไร
และไม่ควรว่าใครที่เห็นต่างเป็นพวก “ชังชาติ” “ขายชาติ” “หนักแผ่นดิน” ไล่ให้ “ออกจากประเทศไทย” เพราะแม้แต่บุคคลที่ท่านเคารพสักการะว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ยังบอกว่า “เรารักทุกคน” ไม่เคยไล่ใคร และทรงบอกกับอดีตคอมมิวนิสท์ที่สกลนครเมื่อไม่นานนี้ว่า เมื่อก่อนตอนที่พวกเขาอยู่ในป่าก็รักชาติเหมือนกัน แต่สถานการณ์ตอนนั้นเป็นเช่นนั้น ท่านทรงแสดงความเข้าใจและยอมรับทุกคน โดยไม่ต่อว่า
ขณะเดียวกัน ท่าทีและวิธีการของรัฐบาลก็ดูเหมือนจะย้อนแย้งกับที่พระองค์ทรงบอกว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศแห่งการประนีประนอม” (Thailand is land of compromise) หรือว่ารัฐบาลกำลังเอาสถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง สร้างความชอบธรรมให้การใช้กฎหมายเข้มงวด ใช้อำนาจ ใช้ความรุนแรงอย่างเหตุการณ์ 6 ตุลา โดยไม่ยอม “รับผิดชอบ” หาทางแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาที่ตัวเองและรัฐบาล
ผมเห็นผู้นำในสังคมไทย 3 ท่านที่พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ และถูก “ต่อว่า” ไปถึง “ด่าว่า” อย่างรุนแรงในสื่อใหญ่สื่อน้อยและโซเชียลมีเดีย คือ อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคุณบรรยง พงษ์พาณิช และอีกหลายท่านที่เอ่ยถึงบ้าง แต่ไม่มีใครให้รายละเอียด
อาจารย์ส.ศิวรักษ์เป็น royalist ในลักษณะ radical conservative คำที่ท่านใช้เอง สรุปว่าท่านเห็นด้วยว่า เมืองไทยควรมีสถาบันกษัตริย์ เพียงแต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปก็ควรมีการปฏิรูปเพื่อให้อยู่ได้อย่างยั่งยืน ท่านคิดว่า ถ้ามีการพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผล น่าจะมีแนวทางที่ดีเพื่อช่วยให้สถาบันมีความมั่นคง
คุณอภิสิทธิ เวชชาชีวะ “หนุนเปิดเวทีถกปฏิรูปสถาบันฯ แลกกับม็อบหยุดจาบจ้วง เชื่อทำให้สถาบันฯ มั่นคงไปยาวนาน ดีกว่าใช้กฎหมายปิดปาก เพราะไม่สามารถทำให้อีกฝ่ายเคลียร์ข้อสงสัยได้เลยเสนอให้เปิดเวทีถกปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” (ผู้จัดการออนไลน์ 12 พ.ย. 2563) ถูกคนคอมเมนต์ข่าวนี้แบบ “รุนแรง”
คุณบรรยง พงษ์พาณิช เสนอให้ “ปฏิรูปโดยสันติ โดยเริ่มจากที่เป็นไปได้” ในบีบีซีไทย 16 พฤศิจกายน 2563 มีรายละเอียดมากที่สุดเท่าที่มีคนพูดเรื่องการปฏิรูปสถาบัน ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ด้านธุรกิจ และมีประสบการณ์รอบด้าน
ถ้ามีการพูดกันด้วยเหตุด้วยผล ตรงไปตรงมา น่าจะได้คำอธิบายว่า คนหนุ่มสาวเยาวชนและคนที่เห็นด้วยกับพวกเขา “ต่อต้านสถาบันเพื่อต้องการล้มสถาบัน” จริงหรือไม่ เป็นจำนวนส่วนใหญ่หรือส่วนน้อยที่สุดขั้ว หรือว่าเพราะ “ความไว้ใจกันไม่มีเลย” (no trust) มีแต่ “ไม่ขาวก็ดำ” ก็เลยสรุปเช่นนั้น
ยังไม่มีใครบอกได้ว่า การเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราช (absolute monarchy) มาเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (constitutional monarchy) แบบไทยคืออะไร ม็อบไม่เชื่อว่า “กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ” ยังเรียกร้องให้อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ อีกฝ่ายก็บอกว่า ท่านก็ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ความจริงคืออะไร คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ สับสน
การที่ไม่พูดกัน “ในที่แจ้งแบบตรงไปตรงมา” ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น เห็นด้วยกับคุณอภิสิทธิว่า การนำเรื่องนี้มาพูดกันเพื่อทำความเข้าใจและหาทางออก ปล่อยให้พูดกันแบบลับๆ ล่อๆ “ใต้ดินบ้างบนดินบ้าง” มีแต่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
และไม่มีโอกาสที่จะใช้เหตุผลและให้คำอธิบายที่มีรายละเอียดพอ ปล่อยให้มีข่าวและสารคดีในประเทศต่างๆ เกี่ยวกับสถาบันเกษัตริย์ไทย ที่มีถี่ขึ้นมากในระยะหลังนี้ ทั้งรายงานการประท้วงและค้นหาสาเหตุ ขยายความ ดูได้ทั้งสดและย้อนหลัง ซึ่งสื่อไทยไม่กล้าเอ่ยถึง เป็นได้แต่พูดกันในวงสนทนาเท่านั้น
ถ้ามีคอมเมนต์แบบลบก็ทำกันในโซเชียลมีเดีย หรือแพลตฟอร์มที่ปล่อยให้มีรายการ “ต่อต้านสถาบัน” อย่างรุนแรงโดยเฉพาะจากต่างประเทศ รวมไปถึงฮัชแตกที่เป็นเฮทสปีช ที่กระตุ้นให้เกิดความรุนแรง คุณอภิสิทธิ์ผ่านประสบการณ์นั้นเมื่อ 10 ปีก่อน
ส่วนคุณบรรยงให้รายละเอียดและความคิดเห็นไว้มาก ออกตัวว่าไม่ใช่ “วิจารณ์” แต่ให้ข้อเท็จจริงที่อยากให้มีการนำไปพูดกันอภิปรายกัน สรุปได้ว่า สิ่งที่เสนอ คือ ให้ทุกฝ่ายเริ่มจากจุดร่วมที่พูดกันได้และทำได้ เสนอให้นำกรณีของประเทศต่างๆ ที่มีสถาบันกษัตริย์มาศึกษา เพื่อหาทางปฏิรูปสถาบันของไทยผมมีความเห็นดังนี้
๑.ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงจากทุกฝ่ายในขณะนี้ ไม่ว่าจะด้วยกำลัง ด้วยการกระทำหรือคำพูด“ข้าพเจ้าปฏิเสธความรุนแรง เพราะมันอาจจะดูเหมือนดี แต่ดีเพียงชั่วคราว ความเลวร้ายของมันถาวร” (มหาตมะ คานธี) “ความโกรธและความรุนแรงจะไม่มีวันสร้างชาติ” (เนลสัน แมนเดลา)
๒.เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงเลิกวิถีเดิม ทรงใกล้ชิดประชาชน “เลิกตาบู” “แตะต้องได้” คนไทยควรจะเลิกทำให้สถาบันกษัตริย์เป็น “ตาบู” เป็นเรื่องต้องห้าม แตะต้องไม่ได้ ที่ต้องยกไว้เหนือทุกสิ่ง เพียงแต่ควรจะพูดถึงสถาบันกษัตริย์ด้วยความเคารพ ด้วยเหตุด้วยผล “ด้วยปัญญาอย่างประณีต” ที่คุณหมอประเวศ วะสีเสนอ
๓.สิ่งที่คนรุ่นใหม่และคนไทยต้องการวันนี้ คือ ธรรมาภิบาล ความโปร่งใส เสรีภาพ ความเป็นธรรม ลองเอาคุณค่าเหล่านี้มาเป็นกรอบในการพูดกันเรื่องอำนาจรัฐ สถาบันกษัตริย์ อย่างประเด็นที่คุณบรรยงยกมาพูด จะได้มีกรอบการพูดจา ไม่ให้ออกไปนอกเขตนอกกรอบเกณฑ์สังคมที่ดี ที่มีคุณธรรมกำกับ
๔.เห็นด้วยที่คุณบรรยงวิเคราะห์ว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่ควรหักด้ามพร้าด้วยเข่า กรณีฮ่องกงไม่น่าเป็นแบบอย่างของการประท้วง เพราะวันนี้ไม่จบก็เหมือนจบ รวมไปถึงปรากฎการณ์อาหรับสปริง โมเดลปฏิวัติไร้ผู้นำ ที่ทำให้สังคมอาหรับเหล่านั้นถอยหลังทางเศรษฐกิจไปหลายสิบปี และการที่บ้านเราใช้อำนาจปราบปรามจับขังเยาวชนที่กำลังประท้วงคงแก้ปัญหาไม่ได้ เหมือนยิ่งยุยิ่งทำ นอกจากจะต้องเจรจากัน
๕.ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงบอกนักข่าว CNN ว่า Thailand is land of compromise คือสิ่งที่พระองค์ทรงทำอยู่ คือ การประนีประนอม โดยทรงปรับท่าทีในการเสด็จพระราชดำเนิน ทรงรับฟังความเห็นของประชาชน แต่วิธีการหยาบคาย จาบจ้วงรุนแรง อย่างที่หน้ารัฐสภา หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติวันก่อน บนเวทีต่างๆ หรือระดมเป็นจดหมายในตู้ไปรษณีย์ส่งไปนั้น คิดหรือว่า ไปด่าใครแล้วแนะนำอะไรเขาจะรับฟัง คนที่เป็นกลาง อยากเป็นพันธมิตรก็ถอย เพราะรับไม่ได้ “ประนีประนอม” ยากเพราะดูจะมากไป
๖.ในเมื่อคนไทยทุกคนเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน ควรให้เกียรติ ให้ความเคารพกัน ไม่ด่าว่า ไม่ผูกขาดความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ คิดว่าตนเองถูก คนอื่นผิด ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง คนที่ไม่คิดเหมือนตนเป็นศัตรู เพราะนั่นคือเผด็จการทางความคิด ไม่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย ทำตัวอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ที่บอกว่า คนไทยทุกคนมีสิทธิเท่ากันทางกฎหมาย มีเกียรติมีศักดิ์ศรีเท่ากัน
๗.บทเรียนประชาธิปไตยไทยยังไม่มากหากเทียบกับประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีมาหลายร้อยปี ขณะที่ไทยยังไม่ถึงร้อยปี ยังล้มลุกคลุกคลาน มี 14 ตุลา เพียง 3 ปีก็เกิดสวิงกลับไปสู่ยุคเผด็จการ 6 ตุลา เป็นประชาธิปไตยครึ่งไบนับสิบปี จากนั้นก็รัฐประหารรสช. 2534 และในปี 2549 สู้กันในสงครามสีอีกหลายปีจึงมีทหารออกมาเป่านกหวีดอีกครั้งในปี 2557
สถานการณ์วันนี้เหมือนถึงทางตัน บางคนเปรียบเหมือนถูกขังอยู่ในห้องที่ปิดประตูหน้าต่างจนหายใจไม่ออก คนที่มีอำนาจไม่ยอมเปิดหน้าต่างสักบานเพื่อให้อากาศถ่ายเท สถานการณ์การประท้วงจึงยังคงอยู่และบานปลายเพราะรัฐประกาศใช้กฎหมายเข้มงวดขึ้นไปอีก
ที่เคยบอกว่าให้ถอยหลังคนละก้าว ก็คงไม่ต้องพูดกัน สมานฉันท์คงถึงทางตัน การเผชิญหน้าเกิดขึ้น จนอาจมีเหตุการณ์ที่นำไปสู่รัฐประหารอีกด้วยข้ออ้างเดิมๆ ว่าเพื่อปกป้องสถาบัน ป้องกันการนองเลือด กลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์เดิม
หรือว่าผู้มีอำนาจผู้ใหญ่ในบ้านเมืองตั้งคำถามผิด คำถามที่ไม่ตรงคำตอบ ตั้งโจทย์ผิด แทนที่จะฟัง “เสียงเพรียกแห่งกาลเวลา” ของสังคม ของคนรุ่นใหม่ กลับไช้วิธีการเดิม เพื่อรักษา “สถานภาพเดิม” (status quo) ที่คนรุ่นใหม่และคนไทยจำนวนมากไม่ยอมรับ เพราะทั้งหมดมาจาจากกระบวนการสืบทอดอำนาจ
๘.อยากเห็นผู้นำทางสังคม ทั้งอาวุโสและไม่อาวุโสออกมาให้ความเห็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยเหตุด้วยผล แม้อาจถูกต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์ ผู้นำทางสังคมให้ความคิดเห็นจะเป็นแสงสว่างทางปัญญา บ้านเมืองก็จะมองเห็นทางออก
เพราะสถานการณ์วันนี้ดูจะเร่งไปหาความรุนแรงด้วยการเผชิญหน้า สังคมแตกแยกหนักขึ้นทุกขณะในบรรยากาศความเกลียดชัง ไม่ลดราวาศอก เหมือนทั้งสองฝ่ายกำลัง “เดินไปบนซากศพเพื่อไปสู่เป้าหมาย” ไม่มีการ “ประนีประนอม” (compromise)
เราทุกคนอยากเห็นประเทศชาติเจริญพัฒนา เรามีบรรพบุรุษที่ได้รักษาพัฒนาบ้านเมืองเป็นมรดกส่งต่อมาให้เรา เรามีคนดีคนเก่งในสังคมวันนี้มากมาย ไม่ว่าคนรุ่นใหม่รุ่นเก่า เรามีทุนทรัพยการ ทุนทางสังคม ทุนทางปัญญามหาศาลในบ้านเมืองนี้
แทนที่จะร่วมกันใช้ทุนเหล่านี้เพื่อการพัฒนา กลับมาขัดแย้งแบ่งขั้วจนทำลายทุนเหล่านี้ไป แทนที่จะเดินหน้า กลับถอยหลัง แทนที่จะออกจากหลุมดำ กลับช่วยกันขุดหลุมให้ลึกลงไปอีก จนหาทางออกไม่ได้
เสรี พพ 24 พฤศจิกายน 2020