ผอ.หลักสูตรนิติศาสตร์ ชี้แนวทาง ระงับข้อพิพาทในโครงสร้างพื้นฐาน

วาไรตี้29 ส.ค. 2563 • 06:59 น.
ผอ.หลักสูตรนิติศาสตร์ ชี้แนวทาง ระงับข้อพิพาทในโครงสร้างพื้นฐาน
ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ ผอ.หลักสูตรนิติศาสตร์ มหาบัณฑิตสาขากฎหมายธุรกิจ หลักสูตรนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยผ่าน รายการนิติ มิติ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๕ - ๑๐.๓๐ น. ทาง สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ การระงับข้อพิพาทในโครงสร้างพื้นฐาน กรณีศึกษา HTLในมิติของกฎหมายข้อมูลอ้างอิง คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ระบุว่า... ๑.ที่มาของโครงการ HTL และข้อสัญญาสัมปทานเนื่องจากภาครัฐประสงค์จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยใช้ความรู้ความสามารถของเอกชน รัฐเปิดประมูล โครงการถนนและทางรถไฟยกระดับในเขตกรุงเทพและปริมณฑล เซ็นสัญญาเมื่อไร คู่สัญญาระหว่างใครกับใคร มีระยะเวลา ๓๐ ปี งบลงทุน ๘ หมื่นล้าน ใช้เวลาก่อสร้าง ๘ ปี แต่ก่อสร้างผ่านไป ๖ ปี ไม่เสร็จ (ด้วยเหตุอะไรไม่ลงรายละเอียด) ฝ่ายรัฐจึงบอกเลิกสัญญา ฝ่ายรัฐถือว่าโครงสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ HTLถือว่าเป็นการยึดคืน/เวนคืนสัญญา จึงมีข้อพิพาทเกิดขึ้น นำไปสู่การระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ การระงับข้อพิพาทนอกศาล ทำไมไประงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ สัญญาสัมปทานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่รัฐไม่ทำเอง ให้เอกชนทำต้องได้ผลตอบแทนกลับไป จึงตกลงทำสัญญาสัมปทาน รัฐให้สิทธิเอกชนทำ โดยแบ่งผลประโยชน์ให้รัฐและแต่ฝ่ายมีหน้าที่ตามสัญญา แต่เนื่องจากมีการลงทุนระยะยาว หากมีข้อพิพาท มีความเสี่ยงของเอกชนที่ไม่อยากไปศาล รัฐอาจจะได้เปรียบ เพื่อเป็นการจูงใจให้เอกชนมาลงทุน โดยมีข้อสัญญาให้ระงับข้อพิพาทโดยคณะอนุญาโตตุลาการ เพื่อความเป็นธรรมของทั้งสองฝ่าย สัญญาอื่นๆ ก็มี เช่น สัญญาสัมปทานปิโตเลียม ๒.การระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการมีกฎหมายไทยรองรับหรือไม่ มีตาม พรบ.อนุญาโตตุลาการ รับรองไว้ ถ้าตกลงในเรื่องสัญญาระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการไว้ เป็นการระงับข้อพิพาทนอกศาล การระงับข้อพิพาททางเลือก ถ้าไม่มีข้อตกลงเรื่องอนุญาโตตุลาการ ก็ต้องไปขึ้นศาล สัญญาสัมปทาน HTL ข้อ ๓๐ ตกลงว่า HTL มีข้อตกลงระงับข้อพิพาท ตามข้อ ๓๐ จะต้องตกลงแก้ไขให้เสร็จสิ้นภายใน ๖๐ วัน หากตกลงไม่ได้ให้ระงับข้อพาทโดยอนุญาโตตุลาการ HTL เลิกสัญญาไม่ชอบ เรียกให้รัฐชดใช้ค่าเสียหาย ๑.๒ หมื่นล้านบาท อนุญาโตชี้ขาดว่าเลิกสัญญาไม่ชอบ รัฐจ่าย ๑.๒ หมื่นล้าน ผลของคำชี้ขาดเทียบเท่ากับคำพิพากษาหรือไม่ คำพิพากษามีอำนาจของมหาชนอำนาจของรัฐรับรองอยู่ แต่คำชี้ขาดที่มิได้เกิดขึ้นโดยอำนาจรัฐ จึงจะต้องยื่นให้ศาลชี้ขาด/เพิกถอนคำชี้ขาด ได้ เหตุที่รัฐอ้างเหตุการเพิกถอนคำชี้ขาด คือ การยอมรับการบังคับตามคำชี้ขาดจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยศีลธรรมอันดีของประชาชน ขอให้เพิกถอนได้ ตามม. ๔๐ พรบ.อนุญาโตฯ อนุญาโต ฯ ชี้ขาด ปี ๕๑ ให้ฝ่ายรัฐชดใช้ค่าเสียหาย ฝ่ายรัฐยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดต่อศาลปกครองกลาง ศาลตัดสินเพิกถอนคำชี้ขาด ปี ๕๗ HTL ยื่นอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับ เนื่องจากไม่มีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโต มีประเด็นวินิจฉัย ๓ ข้อ ข้อ ๑ การยอมรับ บังคับตามคำชี้ขาด ไม่ขัดต่อความสงบ เนื่องจากมีการกระทำตามข้อสัญญาแล้ว มีข้อตกลงอนุญาโต และมีการปฏิบัติตามข้อตกลงแล้ว ข้อ ๒ ยังไม่เป็นการพ้นเวลาที่จะใช้สิทธิตามกฎหมาย ข้อ ๓ เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว ต้องกลับคืนสู่สถานะเดิม ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย บังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโต ฯ ผลของคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดคือ รัฐต้องจ่าย และถึงที่สุดแล้วเหมือนคำพิพากษาศาลฎีกา ฝ่ายรัฐยื่นขอพิจารณาคดีใหม่มีหลักฐานใหม่ ต่อมา เมื่อ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ศาลปกครองสูงสุดยกคำร้อง รัฐต้องชำระเงิน ตามข่าวที่ออกมารัฐต้องคืนเงิน ๒.๔ หมื่นล้านบาท มหากาพย์จบแล้ว ๓ จะไปยื่นศาลอื่นได้หรือไม่ กระบวนการพิจารณาคดีความของศาลสิ้นสุดแล้ว ถึงที่สุดแล้วเหมือนศาลฎีกา กระบวนการตามกฎหมายภายในของไทยจบแล้ว รัฐสู้เต็มที่แล้ว สู้ทุกเม็ดแล้ว จบแล้ว ๔.ไม่น่าจะเป็นค่าโง่ (ในความเห็นส่วนตัวของวิทยากร) แต่เป็นกระบวนการของรัฐใช้อำนาจที่ก่อให้เกิดควาเสียหาย เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการระงับข้อพิพาท และเป็นข้อตกลงที่ดึงดูดการลงทุน