ทิวา สาระจูฑะ
เมื่อพูดถึงดนตรีเร็กเก้ แน่นอนว่าชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในความคิดของผู้คนคงหนีไม่พ้น บ็อบ มาร์เล่ย์ ผู้ได้รับการเชิดชูระดับ ‘เทพเจ้าของเร็กเก้’ แต่ มาร์เล่ย์ ก็ไม่ใช่คนแรกที่ทำให้โลกกว้างรู้จักดนตรีจากจาไมก้าชนิดนี้ จนกลายเป็นหนึ่งในดนตรีมาตรฐานที่ยอมรับกันว่า เป็นดนตรีประเภทหลักเช่นเดียวกับดนตรีหลักอื่น ๆ
จอห์นนี่ แนช ศิลปินป็อป/โซลชาวอเมริกัน นำเพลง “I Can See Clearly Now” ซึ่งเขาแต่งและร้องบันทึกเสียงในสตูดิโอที่คิงสตัน เมืองหลวงของจาไมก้า ขึ้นไปติดอันดับ 1 บนตารางบิลล์บอร์ด ฮ็อท 100 ในอเมริกา กลายเป็นเร็กเก้เพลงแรกที่กระจายไปในโลกกว้าง เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่ถูกเรียกว่า ‘เร็กเก้’
จนกระทั่งมาถึงตำนานสำคัญอีกคนคือ จิมมี่ คลิฟฟ์ เจ้าของเพลงฮิตอย่าง “The Harder They Come”, “You Can Get It If You Really Want”, “Wonderful World, Beautiful People” และเป็นผู้นำเพลง “I Can See Clearly Now” กลับมาสู่ความนิยมอีกครั้งในปี 1994
จิมมี่ คลิฟฟ์ เพิ่งเสียชีวิตด้วยอาการเฉียบพลันจากปอดบวมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2025 ที่บ้านของเขาในคิงสตัน ในวัย 81 ปี
คลิฟฟ์เกิดที่เมืองเซนต์ เจมส์, จาไมก้า ในปี 1944 เริ่มแต่งเพลงและบันทึกเสียงตั้งแต่ยังเรียนหนังสือ อาชีพดนตรีของเขาเริ่มในช่วงต้นทศวรรษ 1960 หลังจากที่เขาโยกย้ายไปสู่เมืองหลวงคิงสตัน และได้ร่วมงานกับ เลสลี่ ค็อง ที่มีครอบครัวเป็นเจ้าของร้านแผ่นเสียงชื่อเบเวอร์ลี่ย์’ส ซึ่งต่อมา ค็อง ได้กลายเป็นโปรดิวเซอร์คนสำคัญของดนตรีเร็กเก้
ด้วยอารมณ์ทางดนตรีบนจังหวะสนุก ทำให้ คลิฟฟ์ สร้างฐานแฟนเพลงได้กว้างขวางขึ้นในจาไมก้า เขามีเพลงฮิตจำนวนหนึ่ง อย่าง "Hurricane Hattie" เพลงฮิตแรกในตอนที่เขามีอายุเพียง 17 ปี ตามมาด้วย "King of Kings", "Dearest Beverley", "Miss Jamaica" และ "Pride and Passion" คลิฟฟ์ถูกเลือกเป็นตัวแทนจาไมก้าที่งานเวิร์ลด์’ส แฟร์ เอ็กซโป ในนิวยอร์คเมื่อปี 1964
หลังจากนั้น คลิฟฟ์ ได้เซ็นสัญญากับ ไอส์แลนด์ เรคอร์ดส์ ในประเทศอังกฤษและโยกย้ายไปอยู่ลอนดอน มหานครที่ซึ่งเขารู้สึกแปลกแยก และพบกับการเหยียดผิวอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนในบ้านเกิด
แรก ๆ ไอส์แลนด์ พยายามทำตลาดโดยการผลักดัน คลิฟฟ์ สู่ผู้ฟังเพลงร็อก เช่น การนำเพลง “A Whiter Shade of Pale” ของ โพรคัล ฮารัม วงโปรเกรสซีฟ-ร็อกชื่อดังของอังกฤษ มาบันทึกเสียงใหม่ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งมาลืมตาอ้าปากได้เมื่อปล่อยเพลง “Waterfall” (1969) ตามด้วย “Wonderful World, Beautiful People” และ “Vietnam” (1970)
ช่วงระหว่างนี้ ในปี 1969 คลิฟฟ์ แต่งและร้องเพลงชื่อ “Many Rivers to Cross” สะท้อนการต่อสู้ดิ้นรนของเขาในธุรกิจดนตรี ตอนที่ออกเป็นซิงเกิลไม่ประสบความสำเร็จ แต่ภายหลังถูกศิลปินดังนำมาบันทึกเสียงใหม่มากมาย เช่น แฌร์, ยูบี 40 และ จอห์น เลนนอน แต่เป็นเพลง “Wonderful World, Beautiful People” กลายเป็นเพลงฮิตติดอันดับ 6 ในอังกฤษ ทำให้ คลิฟฟ์ ขึ้นชั้นศิลปินดัง
หลังจาก คลิฟฟ์ นำเพลง “Wild World” ของ แคต สตีเวนส์ มาบันทึกเสียงใหม่ และติดอันดับท็อป 10 ในอังกฤษ เขาก็ได้รับบทนำในหนังแก๊งสเตอร์จาไมกันชื่อ The Harder They Come ออกฉายในปี 1972 ของผู้กำกับ เพอร์รี่ เฮนเซลล์ ซึ่งภายหลังตัวหนังก็ถูกมองว่าเป็นรากฐานสำคัญของวงการหนังจาไมก้า
คลิฟฟ์ ไม่เพียงแต่ได้รับคำชื่นชมจากความสามารถทางการแสดง อัลบั้มซาวด์แทร็กที่มีเพลงของเขา อย่าง “The Harder They Come” และ “You Can Get It If You Really Want” ร่วมด้วยเพลงของศิลปินอื่น อย่าง เดสมอนด์ เด็คเกอร์, ทู้ทส์ แอนด์ เดอะ เมย์ทัลส์ ฯลฯ ก็ช่วยนำเร็กเก้สู่ผู้ฟังกว้างขวาง โดยเฉพาะในอเมริกาที่หนังถูกนำไปฉายในปี 1973
คลิฟฟ์ออกอัลบั้มและทัวร์คอนเสิร์ตตลอดทศวรรษ 1970 ได้การตอบรับอย่างดียิ่ง แต่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งตอนปลายทศวรรษ เขาเดินทางไปแอฟริกาเพื่อติดต่ออีกครั้งกับรากทางบรรพบุรุษของเขา และเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม
เพลงของเขายังมีศิลปินอื่นนำมาบันทึกเสียงอยู่เสมอ อย่างตอนต้นทศวรรษ 1980 บรู๊ซ สปริงสทีน ก็ทำให้เพลง “Trapped” เป็นที่รู้จักของแฟนเพลงร็อกด้วยการนำไปเล่นคอนเสิร์ตเสมอ
คลิฟฟ์ก็เหมือนศิลปินอื่น ๆ จากทศวรรษ 1960–1970 ที่ชื่อเสียงและผลงานเริ่มแผ่วเบาความนิยมลงเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป แต่เขากลับมาติดอันดับอีกครั้งในปี 1994 หลังจากนำเพลงของ จอห์นนี่ แนช มาบันทึกเสียงใส่ในอัลบั้มซาวด์แทร็กหนังดราม่าของจาไมก้าเรื่อง Cool Runnings ทำให้ คลิฟฟ์ กลับมามีชื่อขึ้นอันดับท็อป 40 เป็นครั้งแรกหลังจากปี 1970 เพลงยังติดอันดับ 1 ในฝรั่งเศส และได้รับความนิยมไปทั่วโลก
คลิฟฟ์ได้รับเชิญให้ร่วมงานกับศิลปินชั้นนำมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา เช่น เดอะ โรลลิ่ง สโตนส์ และ สติง ไม่กี่ปีมานี้ เขาทำงานอัลบั้มร่วมกับ ทิม อาร์มสตรอง นักร้องนำวงพังก์ แรนซิด และคว้ารางวัลแกรมมี่ สาขาอัลบั้มเร็กเก้ยอดเยี่ยมด้วย
ตลอดอาชีพศิลปินบันทึกเสียง คลิฟฟ์ ออกอัลบั้มจากสตูดิโอมากกว่า 30 ชุด อัลบั้มเดี่ยวหลังสุดของเขาคือ Refugees ออกในปี 2022 โดยมีโปรดิวเซอร์ชื่อดัง ไวเคลฟ ฌ็อง ทำหน้าที่ดูแลการผลิต
เพลงของ คลิฟฟ์ มักบรรจุด้วยเนื้อหาที่มีสำนึกนำทางสังคม สื่อสารเกี่ยวกับความหวังและเอกภาพ ผสมผสานกับดนตรีสวยงาม ซึ่งทั้งสองส่วนนี้กลายเป็นแก่นแกนของงานศิลปะของ คลิฟฟ์ ตลอดมา และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาเป็นหนึ่งในศิลปินไม่มากนักที่ได้รับอิสริยาภรณ์เกียรติยศ Order of Merit ของจาไมก้า
นายกรัฐมนตรีจาไมก้า แอนดรูว์ ฮอลเนสส์ เรียกเขาว่า “ยักษ์ใหญ่ทางวัฒนธรรมจาไมกันที่แท้จริง เจ้าของเสียงดนตรีที่นำพาหัวใจของชาติเราสู่โลกกว้าง … จิมมี่ คลิฟฟ์ บอกเล่าเรื่องราวของเราด้วยจิตวิญญาณและอย่างซื่อตรง ดนตรีของเขาช่วยยกประชาชนให้ผ่านห้วงเวลายากเข็ญของพวกเขา สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนหลายรุ่น”








