“ปรัชญาชีวิต”(The Prophet).. “วิญญาณอันยิ่งใหญ่ของพิภพย่อมไม่อาจหลับตาในความสงบได้.. บนสายลม”
ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“ความงามแห่งสรรพสิ่งในจักรวาลของความรู้สึก คือสิ่งที่กอบเกื้อขึ้นด้วยประเด็นแห่งสาระอันลึกซึ้งในเนื้อหาแห่งความมี ความเป็นของชีวิต การดำรงอยู่และดำเนินไปอันลึกซึ้งล้วนเกี่ยวพันกับสัญญะอันเปี่ยมเต็มไปด้วย ความหมายอันไม่สิ้นสุด ในการรับรู้ของจิตวิญญาณ ที่ไหวเคลื่อนอยู่ท่ามกลางเจตจำนงอันเสรี เจตจำนงของการสัมผัสโลกด้วยแก่นแท้ของท่าที ภายใต้ปรากฏการณ์ ที่มิอาจแบ่งแยกกระทั่งกลายเป็นอื่นต่อกันและกันไปได้...วิถีของนัยความหมายเช่นนี้ค่อยๆสร้างรูปรอยจนกลับกลายเป็นความทรงจำที่ติดตรึงเป็นพายุแห่งจินตนาการที่อยู่เหนือความเป็นอัศจรรย์ใดๆ...ที่สุดแล้ว..ความเป็นนิรันดร์ก็บังเกิดขึ้นแทรกผ่านเนื้อในอันบริสุทธิ์ของตัวตนเข้าไป…สู่เวิ้งรู้แห่งจิตวิญญาณอันแยบยล เป็นบทเพลงแห่งกาลสมัย เป็นท่วงทำนองแห่งกวีนิพนธ์ที่ทั้งปลุกตื่นและสรรเสริญปัญญาญาณของชีวิต...จนแปรค่าเป็นความทรงจำอันอเนกอนันต์...ที่หล่อหลอมความฝันและความหวังแสนงามเข้าด้วยกัน...อย่างสมบูรณ์...ในปิติ”
บทเริ่มต้น...ณ เบื้องต้น คือสีสันอันเจิดกระจ่างของหนังสือที่ทรงพลังและมีคุณค่าแห่งยุคสมัย ในบริบทแห่งสำนึกคิดที่เปิดกว้าง...และ ละเมียดละไมในรูปรอยของสิ่งอันส่งผลกระทบต่อการก้าวย่างของชีวิตอันสงบงาม.. “ปรัชญาชีวิต”(The Prophet) ผลงานรังสรรค์โดยกวีเอกของโลกชาวเลบานอน “คาลิล ยิบราน”..ผู้ขับเน้นให้หัวใจของมนุษย์ได้รับรู้ในรู้สึกถึงนานาความหมายในรูปจำลองแห่งบทสะท้อนของความเป็นชีวิต...ผ่านโครงสร้างที่เปิดเผยถึงแก่นแท้ของตัวตนแห่งตนที่สถิตอยู่ในหลืบลึกของความเป็นชีวิต...
“แท้จริงสรรพสิ่งอันเคลื่อนไหวอยู่ในเธอนั้น ดำรงอยู่ในความกอดรัดเพียงกึ่งเดียวเสมอ ทั้งสิ่งต้องปรารถนาและสิ่งอันน่าพรั่นพรึง สิ่งน่าขยะแขยงและสิ่งต้องอารมณ์”
“ยิบราน”...ได้ผสานถึงภาษาของความปวดร้าว ที่เกิดขึ้นบนทางผ่านของชีวิต...จากตัวตนในความเคลื่อนไหวทั้งนอกและในสังขารแห่งชีวิต มนุษย์เรามักจะก้าวข้ามพ้นอุปสรรคแห่งจิตใจได้อย่างยากเย็น...นั่นจึงนำมาซึ่งความปวดร้าวภายใต้วิถีทัศน์อันทบซ้อนของกระบวนความรู้สึกแห่งการรับรู้เสมอ..
“ความปวดร้าวของเธอคือการแตกออกของเปลือกหุ้มความเข้าใจแจ้งของเธอเอง เธอจักต้องรู้จักความปวดร้าว เช่นที่เปลือกของเมล็ดพฤกษาต้องแตกออก เพื่อให้ใจกลางของมันได้รับแสงอรุณ และหากเธอกระทำดวงใจให้ตื่นต่อความประหลาดมหัศจรรย์ในทุกวันของชีวิตได้แล้ว เธอก็จะรู้ว่า ความปวดร้าวนั้นน่าพิศวงไม่น้อยกว่าความปราโมทย์เลย...”
ภาวะแห่งการเปรียบเทียบ...ดั่งนี้เหมือนดั่งแง่มุมที่อยู่ตรงข้ามกันของคุณธรรมและความชั่วร้าย...ที่ตั้งอยู่บนจุดตัดของชีวิตที่ยากจะบรรจบ แต่มันก็มีสายทางแห่งการคิดคำนึงที่น่าพินิจพิเคราะห์...ถึงว่า..ในความแปลกต่างของชีวิตย่อมมีนัยอันแยบยลของการตีความต่อนิยามของสรรพสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่เหนือความหมายมันคือเชื้อปะทุแห่งการใคร่ครวญที่ถือเป็นรากฐานของการหยั่งเห็นของสัญชาตญาณอันลึกเร้น...
“คุณธรรมของเธออยู่ในความเฝ้าบรรลุธรรมอันยิ่งใหญ่ของเธอเอง และความเฝ้ารอนั้นมีอยู่ ในทุกตัวคน”
แน่นอนว่า...ในตัวของคนเราย่อมมีสิ่งที่อยู่เหนือกว่าความรู้สึกธรรมดา นั่นคือมโนธรรมที่เป็นตัวชี้ขาดเกณฑ์ที่อยู่ในใจเราและตัดสินหลักแห่งการกระทำ...โดยมโนธรรมจะตัดสินตัวของตัวเองและการกระทำของมนุษย์ ..มันจะประกาศผลลงไปอย่างตายตัวว่า การกระทำนั้นๆ โดยตัวของมันเองเป็นสิ่งยุติธรรม จะ ถูก ผิด ชั่ว ดี อย่างไร มโนธรรมจะแสดงอำนาจของมันออกมาเพื่อให้ความเห็นชอบ หรือประณามผู้กระทำแล้วแต่กรณี...ทั้งหมดถือเป็นองคาพยพทางศีลธรรม(MORAL FACULTY)...
“เราอาจกล่าวถึงคุณธรรมในเธอได้ แต่มิอาจกล่าวถึงความชั่ว เพราะความชั่วร้ายนั้นมิใช่อื่นไกล มันคือคุณธรรมอันถูกทรมานโดยความหิวกระหายของตนเอง แท้จริงนั้น เมื่อคุณธรรมเกิดความหิวโหยขึ้น มันย่อมแสวงหาอาหารแม้ในถ้ำมืด มันย่อมดื่มน้ำโสโครกได้”
ดูเหมือนว่า..ในมิติของความเป็นเสรีและวิถีแห่งอิสรภาพที่เกิดแก่ชีวิตจะเป็นประเด็นที่ชวนจับต้องอย่างลึกซึ้งและชวนพินิจพิเคราะห์...ที่ “ยิบราน”ได้บอกกล่าวออกมาอย่างมีรูปรอย...มันคือผลลัพธ์แห่งการดำรงอยู่ของชีวิตที่จักต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรู้ตัวทั่วพร้อม...ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดขึ้นอย่างตามใจตนเอง...ประเด็นสำคัญดังกล่าวนี้ก่อเป็นภาวะสะดุดใจที่ควรค่าแก่การศึกษา...ผ่านด้านในของมโนสำนึกอย่างยิ่ง...
“เธอย่อมเป็นอิสระแน่แท้ทั้งที่วันของเธอยังมีความรับผิดชอบและคืนของเธอยังมีความต้องการและความระทม ด้วยแม้สิ่งเหล่านี้เกี่ยวรัดชีวิตของเธอไว้ เธอก็ยังหลุดลอยขึ้นไปเหนือมันไม่ได้ เปล่าเปลือยและไม่ถูกผูกมัด..และเธอจะหลุดลอยขึ้นเหนือทิวาราตรีของเธอได้อย่างไร นอกจากทำลายโซ่ตรวน ซึ่ง ณ อรุโณทัยแห่งความเข้าใจนั้น เธอได้ผูกมัดมันไว้รอบยามเที่ยงของเธอเอง ตามสัตย์จริง...สิ่งที่เธอเรียกอิสรภาพนี้ คือโซ่ตรวนแบบที่แข็งแรงที่สุด แม้ข้อต่อของมันจะต้องแสงแดดเป็นประกายจับตาเธอ...”
“ยิบราน” มุ่งเน้นคำสอนชีวิตไปที่การทำงานซึ่งส่งผลต่อการเติบใหญ่ทางจิตวิญญาณ มันเหมือนกลไกดอกไม้อันสวยงามในการขับเคลื่อนชีวิต...เป็นมิติล้ำลึกของการใคร่ครวญ...การทำงานส่งผลถึงชีวิตอย่างไร...อาจเป็นคำถามถึงความสุขผ่านความเกียจคร้านและไม่เต็มใจ...สิ่งที่ต้องเรียนรู้ในโครงสร้างชีวิตตรงนี้..คือภาวะที่ซ้อนซับของการมีชีวิตอยู่อย่างรู้ตัว...มันทอดยาวไปไกลดุจธารสำนึกในหุบเขาแห่งความไม่รู้จบ...ทั้งที่จริงๆแล้วมันอยู่แนบชิดกับชีวิตดุจลมหายใจเข้าออก...
ที่สุดก็มาถึงนัยสำคัญที่...”ยิบราน”..นำเสนอต่อชีวิตของโลก อย่างมีพลัง มันคือการชี้ให้เห็นถึงข้อตระหนักอันบริสุทธิ์..ที่มนุษย์ของโลกวันนี้..สมควรจะมีต่อวิถีของการดำรงตนทั้งในรูปรอยของความเป็นปัจเจกและในภาพรวมอันมีค่าทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ของชีวิต..ผ่านบริบทแห่งครอบครัว และผ่านเนื้อแท้ของความรัก...ที่ได้รับการสนองตอบจนทำให้”ปรัชญาชีวิต”..กลายเป็นสิ่งที่ได้รับการยกย่องของกาลเวลาและตั้งอยู่เหนือความอัศจรรย์อันถูกเทิดค่าใดๆ...
“บุตรของเธอ ไม่ใช่บุตรของเธอ เขาเหล่านั้นเป็นบุตรและธิดาแห่งชีวิต เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ เธออาจให้ความรักแก่เขา แต่ไม่อาจให้ความนึกคิดได้ เพราะว่าเขามีความคิดของตนเอง เธออาจให้ที่อยู่อาศัยแก่ร่างกายของเขาได้ แต่ไม่ใช่แก่วิญญาณของเขา/ เพราะวิญญาณของเขานั้น อยู่ในบ้านของพรุ่งนี้ ซึ่งเธอไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้แม้ในความฝัน”
“ยิบราน” ได้ให้ค่าของความรักด้วยความงามของความหมายที่สถิตอยู่ในใจของผู้รับสารของเสมอ..มันคือท่วงทำนองแห่งดนตรีการของชีวิต เป็นของขวัญแห่งกาลเวลาที่เปี่ยมเต็มไปด้วยรสชาติแห่งสุนทรียรส..จับต้องได้ในทุกครา...และสามารถกลืนกินลงไป ภายในของจิตวิญญาณได้อย่างลึกซึ้งและถาวร...
“ความรักมิให้สิ่งอื่นใดนอกจากตนเอง...ความรักไม่เคยครอบครอง และไม่ยอมถูกครอบครอง เพราะความรักนั้น...เพียงพอแล้วสำหรับตอบความรัก...”
ในขณะที่โลกอันวิกฤตของวันนี้...กำลังกระชากความดีงามอันอิ่มเอมใจออกไปจากกายและใจของมนุษย์อย่างโหดร้ายรุนแรง..จนแทบไม่เหลือความเป็นตัวตนในตัวตน จนแทบไม่เหลือความจริงที่เป็นเนื้อในแห่งกลิ่นอายของชีวิตอันบริสุทธิ์...ไม่ว่า”คำทำนาย”...ที่มีต่อโลกของวันนี้จะบิดเบี้ยวไปเพียงใด...เราก็ยังจำเป็นที่จะต้องแสวงหาตลาดอันทรงคุณค่า..เพื่อซื้อหาความสุขแท้แห่งปัญญาธิคุณ เพื่อนำมาหล่อเลี้ยงชีวิตเสมอ...แน่นอนว่า..ชีวิตอาจอยู่ได้โดยลำพัง แต่มันหาใช่ทางรอดแห่งการดำรงอยู่ของจิตวิญญาณโดยแท้แต่อย่างใดไม่...ดั่งนั้นวิถีแห่งคุณธรรม ...จึงย่อมคือปรัชญาที่โอบประคองและกระตุ้นเตือนชีวิต...อยู่ซ้ำๆ..กระซิบแผ่ว...และกู่ตะโกนฝังลงไปในหัวใจของกันและกัน...เช่นนั้น...
“ก่อนที่เธอจะกลับจากตลาด จงดูให้ดีด้วยว่า ไม่มีใครกลับไปมือเปล่า เพราะวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของพิภพย่อมไม่อาจหลับตาในความสงบได้ บนสายลม จนกว่าความต้องการของทุกคนแม้ต่ำต้อยเพียงใด ได้บรรลุผลสมหมายแล้ว....”