80 ปี ส.น.ท. “คนหนังสือพิมพ์ไม่มีวันตาย” ชี้ยุคดิสรัปชั่น! สื่อต้องปรับตัวให้ทันโลก
รูดม่านเสวนาวิชาการ 80 ปี ส.น.ท. คนหนังสือพิมพ์ไม่มีวันตาย “พงษ์ศักดิ์” แจงหน้าที่สื่อฯ แสวงหาความจริง-สะท้อนสังคม “รศ.มาลี” เผยยุคดิสรัปชั่น สื่อกระดาษปรับตัวช้า-ไม่เท่าทันโลก ชี้หนังสือพิมพ์ไม่ตาย แค่เปลี่ยนสภาพ ติง “วันแมน-เจอนัลลิสต์” ยิ่งเร็ว-ก็ยิ่งผิดพลาด อย่าริแข่งสื่อแพลทฟอร์มอื่น หากไม่กลั่นกรองเท็จจริง ย้ำซื่อสัตย์วิชาชีพ-ยึดประโยชน์สาธารณะ บริบทนักหนังสือพิมพ์ที่ดี
เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.64 สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดเสวนาวิชาการ หัวข้อ “80 ปี ส.น.ท. คนหนังสือพิมพ์ไม่มีวันตาย” ในโอกาสครบรอบ 80 ปี สมาคมฯ โดยนายบุตรดา ศรีเลิศชัย อดีตเลขาธิการสมาคมฯ ได้รับมอบหมายจากนายทวยเทพ ไวยยานนท์ นายกสมาคมฯ ได้ดำเนินการทำบุญนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ 9 รูปเจริญพุทธมนต์ และถวายภัตตาหารเพล เพื่ออุทิศให้กับผู้ก่อตั้งสมาคม ตลอดจนอดีตผู้บริหารสมาคมผู้ล่วงลับ
จากนั้น ได้เข้าสู่การเสวนาเมื่อเวลา 13.30 น. โดยมีคณะวิทยากร ประกอบด้วย นายพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ผู้ร่วมก่อตั้งหนังสือพิมพ์มติชน และอดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ, รศ.มาลี บุญศิริพันธ์ อดีตคณบดีคณะวารสารศาสตร์ และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, นายจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และเลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, นายกฤษฏาพงษ์ แววคล้ายหงษ์ ผู้ช่วยบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ประชามติ ตราด และบรรณาธิการเว็บไซต์ตราดออนไลน์ ดำเนินรายการโดย นายจักร์กฤษ เพิ่มพูล กรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส)
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า นักหนังสือพิมพ์มีหน้าที่รายงานเรื่องบุคคลที่ 3 แต่อย่าทำตัวเป็นบุคคลที่ 1 บุคคลที่ 2 บุคคลที่ 3 เสียเอง เราต้องแสวงหาข้อเท็จจริง ต้องเป็นกระจกสะท้อนทุกมุมทุกด้าน ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ถูกต้องถี่ถ้วนที่สุด เมื่อทำผิดแล้วก็ต้องแก้ไข ฉะนั้นหน้าที่ของนักหนังสือพิมพ์ คือเป็นผู้บอกข่าว, เป็นมหาวิทยาลัยให้ความรู้, เป็นโรงทาน, และเป็นหอสังเกตการณ์เตือนภัย
อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวอีกว่า งานหนังสือพิมพ์คือการทำงานเพื่อคนอื่น ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เพราะฉะนั้นตนจึงยึดหลัก “อาชีวปฏิญาณ” คือ การปฏิญาณตนต่อสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าจะประกอบอาชีพตามธรรมเนียมที่วางไว้เป็นบรรทัดฐาน หาใช่การทำมาหากิน หรือทำมาหาเลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่เพียงแค่สื่อมวลชน นักหนังสือพิมพ์ เท่านั้น แต่ทุกอาชีพต้องมี “อาชีวปฏิญาณ” ยึดในความถูกต้องในอาชีพของตนเอง นั่นคือความดีงาม ความถูกต้อง เพราะฉะนั้นหนังสือพิมพ์ ยิ่งต้องมีมากกว่า เพราะเราทำหน้าที่ตรงจุดนี้
รศ.มาลี ได้กล่าวอภิปรายสะท้อนมุมมองความเป็นนักหนังสือพิมพ์ จากอดีตถึงปัจจุบันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร พร้อมกับเน้นย้ำว่า “หนังสือพิมพ์ไม่มีวันตาย” แต่คนหนังสือพิมพ์จำเป็นต้องซื่อสัตย์ต่อผู้อ่าน ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพของตนเอง
ทั้งนี้ คำว่า “อาชีวปฏิญาณ” ตามที่อาจารย์พงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร กล่าวถึงนั้น ถือเป็นหลักใหญ่ของจริยธรรมนักหนังสือพิมพ์ หรือก็คือความเคารพต่อวิชาชีพ ซึ่งนักหนังสือพิมพ์เก่าๆ ส่วนใหญ่จะยึดเป็นหลักสำคัญมากในการทำงานข่าว ทำงานหนังสือพิมพ์ แต่ระยะหลังมานี้ เมื่อเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้นๆ คำว่า “อาชีวปฏิญญาณ” ก็ค่อยๆ เลือนหายไป คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่จะไม่เคยได้ยินคำนี้
เมื่อเทคโนโลยีใหม่เข้ามา ทำให้หนังสือพิมพ์ต้องปรับตัวมากขึ้น ในการที่จะรายงานข่าว การนำเสนอข้อมูล เพื่อให้ชัดเจน รวดเร็ว แข่งกับเวลามากขึ้น ทำให้ความเป็นวิชาชีพนักหนังสือพิมพ์ ค่อนข้างแกว่ง มองประเด็นเชิงธุรกิจ ความรวดเร็ว ความนิยม เป็นหลัก ต้องยอมรับว่า 80 ปี สมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยฯ ได้ก่อตัว มีความมั่นคงพอสมควร แต่เมื่อถึงดิสรัปชั่น ของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ต้องยอมรับว่า นักหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ทัน หรือปรับตัวช้า หรือลืมไปว่าจะต้องมีการปรับตัว
รศ.มาลี กล่าวว่า ปัญหาใหญ่มากที่สังคมมองถึงวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ก็คือ ความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพตนเอง โดยปัจจุบันนี้นักหนังสือพิมพ์พยายามที่จะแข่งขันกับสื่อแพลทฟอร์มอื่น ซึ่งไม่ใช่หนังสือพิมพ์ ทำให้จึงเกิดคอนเซปต์ “One man Journalist” หรือนักหนังสือพิมพ์เดี่ยว มีการฝึกอบรมนักหนังสือพิมพ์ให้ทำหน้าที่เหมือนขนมสำเร็จรูป ส่งเข้าไปในกองบรรณาธิการ แล้วเผยแพร่ทางออนไลน์ ทำให้เกิดความผิดพลาดเยอะมาก เพราะยิ่งเร็วมากเท่าไหร่ก็ยิ่งผิดพลาดมากเท่านั้น เพราะไม่ได้กลั่นกรองข้อเท็จจริงให้ถี่ถ้วน จึงปรากฏข่าวตามสื่อต่างๆ เต็มไปด้วยเรื่องมโนสาเร่ ไร้ข้อเท็จจริงอยู่บ่อยครั้ง
รศ.มาลี กล่าวย้ำว่า “นัก” แปลว่าผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น นักหนังสือพิมพ์จึงต้องปรับตัวให้ได้ ยิ่งทุกวันนี้ผู้อ่านส่วนใหญ่ หันไปเชื่อ Influencer มากกว่าข่าวหนังสือพิมพ์บนออนไลน์ โดยนักหนังสือพิมพ์ก็ลืมนึกไปว่า เหตุใดไม่ทำตนเองให้เป็น Influencer ด้านข่าวสาร ข้อมูล ข้อเท็จจริง ดังนั้นเราต้องช่วยกันเตือนสติ คนที่เรียกตัวเองว่านักหนังสือพิมพ์ ต้องปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยี
แม้ปัจจุบันคนจะไม่ค่อยอ่านหนังสือพิมพ์เท่าไหร่ แต่ก็ยังคงอยู่ หนังสือพิมพ์ไม่มีวันตาย เพียงแต่เปลี่ยนสภาพจากกระดาษ ไปบนออนไลน์ เพื่อให้การสื่อสารเร็วขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น คนอ่านก็จะเข้าถึงตัวหนังสือพิมพ์ชัดขึ้น
“ความเป็นหนังสือพิมพ์จะไม่มีวันตายแน่นอน ตราบใดที่สังคมและมนุษย์ยังต้องการการสื่อสาร ยังต้องการอยู่ในสังคม ยังอยากจะรู้ว่า อะไรเกิดขึ้นที่ไหน และข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร”
ดังนั้น คนที่จะเป็นนักหนังสือพิมพ์ ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต หรือก็คือบริบทของนักหนังสือพิมพ์ จำเป็นต้องเห็นแก่ประโยชน์สาธารณะ มากกว่าประโยชน์ทางด้านการเงิน หรือประโยชน์ส่วนบุคคล เราจะไม่ผิดพลาด เพราะเรารู้ว่าเราคือใคร มีวิชาชีพใด หรือกำลังทำอะไรอยู่ และมีผลกระทบอย่างไรต่อสังคม ต่อทัศนคติและความคิดผู้อ่านในสังคม ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว