ชี้สถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นผู้นำการปฏิรูป
วันที่ 6 ต.ค.65 มจ.จุลเจิม ยุคล หรือ'ท่านใหม่' โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กชื่อ จุลเจิม ยุคล ระบุว่า...
ปฏิรูปสถาบันฯ
บรรพบุรุษของคนไทย พระมหากษัตริย์ หรือที่ประชาชนคนไทยในพระราชอาณาจักรนี้ เรียกว่า พระเจ้าอยู่หัว คือผู้นำ ส่วนประชาชน คือผู้ตาม
บุรพกษัตริย์ได้ค้นพบดินแดนแห่งนี้ ดินแดนที่ฝนดี ดินดำ น้ำชุ่ม ไม่มีพายุ
พระมหากษัตริย์มิใช่หรือที่นำคนไทยเราออกทัพ สู้รบกับอริราชศัตรู ขยายและรักษาแผ่นดินแห่งนี้ ไว้ให้ลูกหลาน
พระมหากษัตริย์ไทยไม่ได้รังเกียจคนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นมอญ แขก และจีน ขอแต่เพียงให้จงรักภักดีต่อแผ่นดินไทย ไม่ขายชาติ ไม่ทุรยศต่อแผ่นดิน
สถาบันพระมหากษัตริย์ได้เรียนรู้ความล้มเหลวจากการเสียกรุงและการล่มสลายของอาณาจักรศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ได้ปรับปรุง สมัยนี้ต้องใช้คำเท่ห์ๆ ว่า ปฏิรูปวิธีการป้องกันประเทศ ในรัชสมัยรัชกาลที่สาม พระองค์ได้ทรงเตือนแล้วว่า ศึกหน้าจะมาจากฝรั่งมังค่า ไม่ใช่ประเทศเพื่อนบ้าน พระองค์ทรงสะสมเงินถุงแดงที่ได้จากการค้าขายกับต่างประเทศ เพื่อใช้ในอนาคต รัชกาลที่สี่ทรงเน้นการศึกษาหาความรู้จากต่างประเทศ ทรงเตรียมพระราชโอรสให้เรียนรู้ภาษาต่างชาติ รัชกาลที่สี่ทรงเป็นกษัตริย์นักวิทยาศาสตร์คนแรกของไทยที่สามารถคำนวณการเกิดสุริยุปราคาอย่างแม่นยำ
สมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปประเทศไทยให้ทันสมัยทัดเทียมตะวันตก ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูประบบการศึกษา ปฏิรูประบบการป้องกันประเทศ ปฏิรูปการขนส่งโทรคมนาคม รวมทั้งทรงเลิกทาส พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์ไกล ทรงปฏิรูปประเทศ ในขณะที่คนในประเทศยังถามกันว่า ทรงทำไปทำไม
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นผู้นำในการปฏิรูปชนบท เปลี่ยนแนวทางการเพาะปลูก เลิกการปลูกฝิ่น ทรงเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ทรงเสนอปรัชญา เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ยูเอ็นนำไปเป็นปรัชญาในการพัฒนาประเทศต่างๆ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการในพระราชดำริทั้งปวง “สิ่งใดที่ยังเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต้องดำเนินการและขับเคลื่อนต่อไป
สถาบันกษัตริย์มีการปฏิรูปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดนับตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา แม้แต่รัชกาลที่ 7 ก็ทรงเตรียมการในการมอบประชาธิปไตยให้คนไทย แต่ถูกยึดอำนาจเสียก่อน (คณะราษฏร 2475) แต่ถึงกระนั้น หากรัชกาลที่ 7 ไม่ทรงเต็มพระทัย (ใจ)ที่จะให้ประชาธิปไตย และทรงยอมเป็นพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแล้ว การนองเลือดต้องเกิดขึ้นแน่นอน
สถาบัน พระมหากษัตริย์ มีการปรับตัวมาโดยตลอด เป็นผู้นำในการปฏิรูป ทำในสิ่งที่นักการเมืองไม่สนใจทำ เพราะสถาบันฯไม่ได้เลือกข้าง ไม่ได้สนใจอยู่ข้างไหน ข้างใคร แต่ประชาชนที่โหวตเสียงเลือกนักการเมือง มาปกครองแทนพระมหากษัตริย์ เพื่อทราหรือมาหาผลประโยชน์เพื่อตนเองในพื้นที่ที่เลือกตนเองเข้ามา แต่ผิดกับสถาบันฯ พระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ กลับสนใจพัฒนาพื้นที่ชนบทที่ห่างไกล แก้ไขความทุกข์ยากของประชาชน คนไทยในพระราชอาณาจักรนี้
นับตั้งแต่ 2475 สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยไม่ใช่ระบอบสมบูรณญาสิทธิราช ไม่ทรงมีอำนาจในการบริหารราชการ ไม่มีอำนาจสั่งราชการ การลงพระปรมาภิไธยต่างๆล้วนเสนอโดยผู้นำรัฐบาลและประธานรัฐสภาเท่านั้น
คนที่เกิดมาก่อนไม่ใช่คนโง่ มิเช่นนั้น คงไม่สามารถรักษาเอกราช พัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ามาได้จนถึงทุกวันนี้