ชี้สถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นผู้นำการปฏิรูป

วาไรตี้6 ต.ค. 2565 • 14:09 น.
ชี้สถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นผู้นำการปฏิรูป

วันที่ 6 ต.ค.65 มจ.จุลเจิม ยุคล หรือ'ท่านใหม่' โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กชื่อ จุลเจิม ยุคล ระบุว่า...

ปฏิรูปสถาบันฯ

บรรพบุรุษของคนไทย​ พระมหากษัตริย์ หรือที่ประชาชนคนไทยในพระราชอาณาจักรนี้ เรียกว่า พระเจ้าอยู่หัว คือผู้นำ​ ส่วนประชาชน คือผู้ตาม​

บุรพกษัตริย์ได้ค้นพบดินแดนแห่งนี้​ ดินแดนที่ฝนดี​ ดินดำ​ น้ำชุ่ม​ ไม่มีพายุ​

พระมหากษัตริย์มิใช่หรือที่นำคนไทยเราออกทัพ​ สู้รบกับอริราชศัตรู ขยายและรักษาแผ่นดินแห่งนี้​ ไว้ให้ลูกหลาน​

พระมหากษัตริย์ไทยไม่ได้รังเกียจคนต่างชาติ​ ไม่ว่าจะเป็นมอญ​ แขก​ และจีน​ ขอแต่เพียงให้จงรักภักดีต่อแผ่นดินไทย​ ไม่ขายชาติ​ ไม่ทุรยศต่อแผ่นดิน

สถาบันพระมหากษัตริย์ได้เรียนรู้ความล้มเหลวจากการเสียกรุงและการล่มสลายของอาณาจักรศรีอยุธยา​ พระมหากษัตริย์ได้ปรับปรุง​ สมัยนี้ต้องใช้คำเท่ห์ๆ​ ว่า​ ปฏิรูป​วิธีการป้องกันประเทศ​ ในรัชสมัยรัชกาลที่​สาม​ พระองค์ได้ทรงเตือนแล้วว่า​ ศึกหน้าจะมาจากฝรั่งมังค่า​ ไม่ใช่ประเทศเพื่อนบ้าน​ พระองค์ทรงสะสมเงินถุงแดงที่ได้จากการค้าขายกับต่างประเทศ​ เพื่อใช้ในอนาคต​ รัชกาลที่สี่ทรงเน้นการศึกษาหาความรู้จากต่างประเทศ​ ทรงเตรียมพระราชโอรสให้เรียนรู้ภาษาต่างชาติ​ รัชกาลที่สี่ทรงเป็นกษัตริย์นักวิทยาศาสตร์คนแรกของไทยที่สามารถคำนวณการเกิดสุริยุปราคาอย่างแม่นยำ

สมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปประเทศไทยให้ทันสมัยทัดเทียมตะวันตก​ ปฏิรูประบบราชการ​ ปฏิรูประบบการศึกษา​ ปฏิรูประบบการป้องกันประเทศ​ ปฏิรูปการขนส่งโทรคมนาคม​ รวมทั้งทรงเลิกทาส​ พระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์ไกล​ ทรงปฏิรูปประเทศ​ ในขณะที่คนในประเทศยัง​ถามกันว่า ทรงทำไปทำไม

ในหลวงรัชกาลที่​ 9 ทรงเป็นผู้นำในการปฏิรูปชนบท​ เปลี่ยนแนวทางการเพาะปลูก​ เลิกการปลูกฝิ่น​ ทรงเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง​ ทรงเสนอปรัชญา​ เข้าใจ​ เข้าถึง​ พัฒนา​ และ​ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง​ ที่ยูเอ็นนำไปเป็นปรัชญาในการพัฒนาประเทศต่างๆ​ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงมีพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการในพระราชดำริทั้งปวง “สิ่งใดที่ยังเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ต้องดำเนินการและขับเคลื่อนต่อไป

สถาบันกษัตริย์มีการปฏิรูปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดนับตั้งแต่รัชกาลที่​ 4 เป็นต้นมา​ แม้แต่รัชกาลที่​ 7 ก็ทรงเตรียมการในการมอบประชาธิปไตยให้คนไทย​ แต่ถูกยึดอำนาจเสียก่อน​ (คณะราษฏร 2475) แต่ถึงกระนั้น​ หากรัชกาลที่​ 7 ไม่ทรงเต็มพระทัย (ใจ)ที่จะให้ประชาธิปไตย และทรงยอมเป็นพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญแล้ว​ การนองเลือดต้องเกิดขึ้นแน่นอน

สถาบัน พระมหากษัตริย์ มีการปรับตัวมาโดยตลอด​ เป็นผู้นำในการปฏิรูป​ ทำในสิ่งที่นักการเมืองไม่สนใจทำ​ เพราะสถาบันฯไม่ได้เลือกข้าง​ ไม่ได้สนใจอยู่ข้างไหน ข้างใคร แต่ประชาชนที่โหวตเสียงเลือกนักการเมือง มาปกครองแทนพระมหากษัตริย์ เพื่อทราหรือมาหาผลประโยชน์เพื่อตนเองในพื้นที่ที่เลือกตนเอง​เข้ามา แต่ผิดกับสถาบันฯ พระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์ กลับสนใจพัฒนาพื้นที่ชนบทที่ห่างไกล​ แก้ไขความทุกข์ยากของประชาชน​ คนไทยในพระราชอาณาจักรนี้

นับตั้งแต่​ 2475​ สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย​ไม่ใช่ระบอบสมบูรณญาสิทธิราช​ ไม่ทรงมีอำนาจในการบริหารราชการ​ ไม่มีอำนาจสั่งราชการ​ การลงพระปรมาภิไธยต่างๆล้วนเสนอโดยผู้นำรัฐบาลและประธานรัฐสภาเท่านั้น​

คนที่เกิดมาก่อนไม่ใช่คนโง่​ มิเช่นนั้น​ คงไม่สามารถรักษาเอกราช​ พัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ามาได้จนถึงทุกวันนี้