"จตุพร"ฟาดดะ! ฉะ "ทักษิณ"เจตนาไม่สุจริตอ้อน"เจ้านายของเรา" ตราหน้า"เศรษฐา"ไม่มีวันได้เป็นนายกฯ
วันที่ 10 พ.ค.66 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ได้โพสต์ลงเพจเฟซบุ๊กระบุว่า
“จตุพร” จวก “ทักษิณ” ลืมบทเรียน ไม่จำคำมั่นสัญญาจะเงียบถึงหลังเลือกตั้ง ทนไม่ไหวเสียงไม่แลนด์สไลด์ งัดสื่อสารอ้อน “เจ้านายของเรา” ขออนุญาตกลับบ้านมาเลี้ยงหลาน ฟาดเจตนาไม่สุจริต มุ่งก่อวิกฤตใหญ่ ซัด “เศรษฐา” แม่งพูดดูแคลนไม่แบ่ง รมต.ใหญ่ให้พวกมัน ทำปากดี พูดคำใหญ่ เชื่อน้ำหน้าอย่างนี้ไม่มีวันได้เป็นนายกฯ
เมื่อ 9 พ.ค. 2566 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์ประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน "เสี่ยงสูง" โดยระบุถึงทักษิณ ชินวัตร ทวิตเตอร์ขออนุญาตกลับบ้านครั้งล่าสุด แต่ลงท้ายข้อความถึง “เจ้านายของเรา” แสดงถึงการสื่อสารชัดเจนว่า ขออนุญาตใคร
นายจตุพร กล่าวว่า กรณีทักษิณ ชินวัตร ทวิตเตอร์ขออนุญาตกลับบ้านถึง 2 ครั้ง และครั้งล่าสุดปิดท้ายด้วยข้อความ "เจ้านายของเรา" อย่างไรก็ตาม คดีของทักษณิ 4 คดีศาลฎีกาให้ตัดสินจำคุกรวม 10 ปี ซึ่งไม่มีอายุความ และยังมีอีก 2 คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนของ ปปช. คือ คดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ และคดีอนุมันซื้อเครื่องบิน A 340-500 จำนวน 4 ลำ
อีกทั้ง เสนอว่า โดยกฎหมายและผลทางคดีจึงไม่มีช่องทางใดเลย เมื่อทักษิณ กลับมาต้องติดคุกอย่างเดียว แม้ผู้เกี่ยวข้องสามารถขอพระราชทานอภัยโทษได้ แต่การอธิบายจะกลับมาก่อนวันเกิด 26 ก.ค. และวันเฉลิมพระชนมพรรษา ร.10 คือ 28 ก.ค. ย่อมทำให้เคลือบแคลงในเจตนาการสื่อสาร
"ก่อนหน้านี้ทักษิณย้ำสองแง่สามง่ามว่า ขออนุญาตนะครับ ซึ่งสังคมรู้ว่ากำลังพูดเพื่อขออนุญาตใคร เพราะตามกระบวนการกฎหมายไม่ใช่เรื่องการขออนุญาต แต่การพูดของทักษิณแสดงถึงเจตนาไม่สุจริต เพราะคำพูดทำให้คนจินตนาการไปไกล แล้วยังระบุปิดทวิตเตอร์ว่า เจ้านายของเรา ยิ่งบ่งชัดถึงเจตนา"
นายจตุพร กล่าวว่า การขออนุญาตถึง 4 ครั้งนั้น ย่อมหมายถึงเจ้านายของเรา ดังนั้นจึงคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่าหมายถึงใคร แล้วปัญหามีว่า ทักษิณต้องการอะไร หากขอกลับบ้านอย่างสุจริตแล้ว แค่ขึ้นเครื่องบินกลับมาเลย โดยคนอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ห้ามไม่ได้ เพราะเป็นเอกสิทธิตาม รธน. มาตรา 39 บัญญัติให้คนไทยโดยการเกิดสามารถเข้าประเทศได้สะดวกเสรี ไม่ต้องขออนุญาตใครและไม่มีใครจะมีสิทธิอนุญาตได้ด้วย เนื่องจากไม่มีกฎหมายระบุไว้
"ทักษิณได้หงายไพ่สุดท้ายด้วยการขออนุญาตและปิดลงท้ายว่า เจ้านายของเรา ดังนั้น โดยตัวหนังสือได้สารภาพจนหมดสิ้นว่า คำเขียนหรือพูดว่า ขออนุญาต คุณกำลังพูดถึงพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งคิดเป็นอื่นไม่ได้"
นายจตุพร ย้ำว่า ทักษิณ เป็นนักโทษหลบหนีคดีไม่มาฟังคำพิพากษาและถูกออกหมายจับ แม้พยายามอธิบายคดีของทักษิณถูกตั้งต้นมาจากผลพวงรัฐประหาร แต่ถ้าไม่ยอมรับกระบวนการต้องไม่สู้คดีมาตั้งแต่ต้น สิ่งสำคัญ ทักษิณสู้คดีมาแล้ว และยังอ้างว่าจะกลับมาเพื่อต่อสู้คดีที่มีคำตัดสินแล้ว ดังนั้น การอธิบายคดีเป็นผลพวงจากรัฐประหาร แต่ไม่ได้ปฏิเสธการสู้คดี จึงฟังไม่ขึ้น
นอกจากนี้ ทักษิณไม่เคยสะสมบทเรียน ก่อนถูกยึดอำนาจเมื่อปี 2549 นั้น รัฐมนตรีหลายคนไม่ได้อยู่กับทักษิณเลย ซึ่งตัวเองคงไม่เข้าใจว่า ทำไมคนในคณะรัฐมนตรีจึงไม่อยู่ด้วย กลับเอาแต่โทษคนอื่น และวันนี้ยังโทษกระบวนการยุติธรรม แล้วยังต่อสู้คดี จนมีโทษจำคุก ถ้าไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องไม่สู้คดี เพราะจะไม่มีโทษจำคุกเลย เมื่อกลับมาต่อสู้ตามกระบวนการ แล้วยังได้ประกันตัวง่ายกว่าด้วย
นายจตุพร กล่าวว่า ในการเลือกตั้งปี 2562 กับปี 2566 เป็นบทเรียนเดียวกัน โดยในปี 2562 คิดเกมใหญ่เอาแคนดิเดตนายกฯ หวังชนะให้ถล่มทลาย และไม่มีพรรคการเมืองใดมาสู้แข่งขันได้ ดังนั้นเมื่อ 8 ก.พ. 2562 ทุกคนล้วนคิดใหญ่คิดโตกันเรียบร้อย แล้วต้องจบลงอย่างสาหัสด้วยการยุบพรรคไทยรักษาชาติ
มาครั้งนี้ ทักษิณ ประกาศจะพูดอีกครั้งในวันที่ 16 พ.ค. หลังรู้ผลการเลือกตั้งแล้ว แต่ในวันเกิดหลาน 1 พ.ค.ที่ผ่านมา กลับโพสต์ทวิตเตอร์ขออนุญาตกลับบ้านถึง 2 ครั้ง แล้ววันนี้ก็ทวิตเตอร์ขออนุญาตกลับบ้านอีก 2 ครั้ง ซึ่งการประกาศรอบนี้จะนำไปสู่ชนวนเรื่องราวต่างๆ เพราะคำขออนุญาตถึง 4 ครั้งกับคำว่า เจ้านายของเรานั้นจะเป็นปัญหาใหญ่
"ในกรกฎาคมเป็นรอยต่อห้วงสำคัญว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับการจัดตั้งรัฐบาล และผมว่า คนการเมืองยอมรู้เรื่อง กกต. จัดการเลือกตั้งล่วงหน้าแบบบ้าๆบอๆ เอาบัตรเลือกตั้งใส่เข่ง หรือจงใจให้ผู้สมัครบางพรรคไม่มีชื่ออยู่ในป้าย อีกทั้งการจัดให้ผู้มีสิทธิไปโหวตอีกเขตหนึ่ง จึงไม่น่าจะเป็นการบกพร่องเท่านั้น แต่คิดเป็นอื่นไม่ได้ว่าเจตนาทำเท่านั้น"
อีกทั้ง เห็นว่า กกต.ชุดนี้ผ่านการเลือกตั้งทุกระดับมาแล้ว และยังจัดการเลือกตั้งในปี 2562 ด้วย แล้วจะมาพลาดกับเรื่องไม่เป็นเรื่องได้อย่างไร นอกจากจะแสดงถึงการเจตนาเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเท่านั้น
นายจตุพร กล่าวว่า เรื่องที่จะมาพร้อมทักษิณกลับบ้าน ในช่วงผลเลือกตั้งออกมาแล้ว ซึ่งจะสะท้อนถึงเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้น อีกทั้งทรรศนะของนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ที่จะเข้ากับคนอื่นยากมาก เพราะคนจะเป็นนายกฯ จะมาเป็นผู้จัดการรัฐบาลด้วยไม่ได้ ยิ่งคำพูดไม่ยกระทรวงดีๆให้พวกแม่งไปหรอก ย่อมสื่อถึงพรรคอื่นที่จะมาร่วมรัฐบาลผสมในอนาคต
รวมทั้ง เห็นว่า นายเศรษฐา จะไม่ยกกระทรวงให้พวกแม่งเลย แสดงความเข้าใจผิดของนายเศรษฐาที่คิดว่าตัวเองจะได้เป็นนายกฯ อย่างนั้นหรือ การหาเสียงพรรคเพื่อไทยประกาศจะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ไม่มีพรรคพี่พรรคน้อง ซึ่งไม่ใช้เกียรติพรรคร่วมเลยเช่นกัน
“นายเศรษฐามักใช้วาจาทางการเมืองใหญ่โต หาศัตรูได้อย่างรวดเร็ว และต้องเข้าใจไว้ด้วยว่า ประเทศนี้ไม่ใช่ของนายเศรษฐา หรือของตระกูลใด ของพวกใดพวกหนึ่ง แต่การมาแสดงความเป็นเจ้าของ การใช้วาจาแสดงความยิ่งใหญ่เสมือนหนึ่งได้เป็นนายกฯ แล้ว จึงน่ากังวล แล้วจะไปจับมือกับพรรคใดร่วมรัฐบาล เพราะพรรคที่มาร่วมก็จะเป็นพวกแม่งทันที”
นายจตุพร เสนอว่า คนที่จะมารับใช้ชาติ ประชาชน แค่ด่านแรกในเรื่องความอดทน หรือการใช้ท่วงทำนองในลักษณะที่ไปดูถูกคนอื่นนั้น ทั้งคำพูดพวกมันก็หนักแล้ว ยิ่งมาพูดพวกแม่งอีก ยิ่งไปกันใหญ่ ดังนั้น “ผมจะบอกให้น้ำหน้าอย่างนี้ไม่ได้เป็นนายกฯ หรอก"
ประเทศไทยต้องมาก่อน