โรคขาดธรรมชาติ “ความรู้สึกที่ไม่ได้ป่วย ....แต่ก็ไม่ได้สบาย...”

วาไรตี้11 มี.ค. 2565 • 23:15 น.
โรคขาดธรรมชาติ “ความรู้สึกที่ไม่ได้ป่วย ....แต่ก็ไม่ได้สบาย...”
ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต “ธรรมชาติคือสิ่งที่งดงามและยิ่งใหญ่ในวิถีของโลก ที่ใจและกายของมวลมนุษย์ต้องสัมผัสเพื่อความอิ่มเอมในการดำรงอยู่ ...มันคือลมหายใจของชีวิตที่สูงค่า ที่เสริมสร้างสถานะให้ตัวตนของทุกๆคนได้มีสัมพันธภาพกับรสชาติของเจตจำนงถาวรของการเติบกล้าทางจิตวิญญาณที่ไม่อ่อนแอ แม้ปัญหาต่างๆจะโถมทับเข้ามาเหมือนจะกลืนกินชีวิตต่อชีวิตให้สูญสลายไป แต่ภาวะอันเปรียบเทียบดั่งโรคของการขาดพร่องนี้ ก็จะได้รับการเยียวยาอย่างดี...หากเราเปิดโอกาสให้วิถีแห่งความเป็นตัวตนของเราได้สัมผัสกับประสบการณ์นานา ที่เป็นแบบเรียนของการมีชีวิตอยู่อย่างเข้าใจแก่นแท้ของความมีอยู่และเป็นอยู่อันสมบูรณ์แท้จริงได้....” นี่คือแก่นแท้แห่งความคิดจากธรรมชาติที่บอกกล่าวแก่เราเป็นการย้ำเตือนให้เห็นถึงความสำคัญของชีวิต...ที่เกิดโรคขาดธรรมชาติขึ้นมาอย่างน่าหวั่นวิตก...ทั้งๆที่ธรรมชาตินั้นรายล้อมอยู่รอบตัวเรา..นั่นจึงเป็นสิ่งที่เราควรตระหนักถึง...นัยที่สะท้อนให้มนุษย์เราได้เห็นถึงปมปัญหาและมิติแห่งความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นต่อทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์ อันเนื่องมาแต่ธรรมชาติที่กำลังจะเลือนหายไป ไม่ใช่เพียงแต่เกิดปัญหาในเรื่องโลกร้อน มลภาวะ หรือ ภัยพิบัติต่างๆเท่านั้น โรคขาดธรรมชาติอันเกิดจากความอ้างว้างในแก่นแท้แห่งจิตใจมนุษย์ ที่แม้จะพรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย...แต่การโหยหาคุณค่าและความหมายของชีวิตที่สัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตอื่นและธรรมชาตินั้น ถือเป็นธรรมชาติที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกๆชีวิต... “โรคขาดธรรมชาติ” แปลเป็นภาษาไทยอย่างลึกซึ้งและตั้งใจโดย “อติพร บริณายกานนท์”....ถือเป็นหนังสือแห่งการเตือนตนและชีวิตที่หยั่งลึกและงดงามโดย “ยามาโมโตะ ทัตสึทากะ”...ผู้อำนวยการสถานีอนามัยอะซะคิริทะคะฮาระและเจ้าของศูนย์รีทรีตฟูจิซังเซโยเอน ประเทศญี่ปุ่น ที่มุ่งเน้นทำกิจกรรมเป็นแพทย์ประจำท้องถิ่นและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ...โดยเขามุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้ทุกคนสามารถหวนคืนสู่ธรรมชาติ และมีสุขภาพที่แข็งแรงยิ่งๆขึ้นไป” ณ เวลานี้ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา กำลังมีคำศัพท์ที่เป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ นั่นก็คือคำว่า “โรคขาดธรรมชาติ” โดยคำนี้ได้แผลงมาจากคำว่า “โรคบกพร่องจากธรรมชาติ...”...จากหนังสือ “เด็กคนสุดท้ายในป่า”(Last Child in the Woods) ที่ตีพิมพ์ในปีค.ศ.2005 เขียนโดย “ริชาร์ด ลุฟว์” ได้ทำให้ประเทศญี่ปุ่นรู้จักคำนี้เป็นครั้งแรก การห่างไกลธรรมชาติ ถูกบ่งชี้ว่า ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางจิตใจและอาการอื่นๆที่มาจากสาเหตุเดียวกันนี้ต่อเด็กในยุคปัจจุบัน ตลอดจนจุดประกายให้เกิดประเด็นถกเถียงกันจนนำมาสู่การรู้จัก “โรคขาดธรรมชาติ” ในวงกว้าง... ย้อนกลับไปสมัยก่อน ภาพเด็กที่เล่นโคลนเลอะมอมแมมเป็นภาพที่เห็นได้โดยปกติทั่วไป เที่ยวเล่นนอกบ้านกันยันค่ำจนพระอาทิตย์โพล้เพล้จวนลับขอบฟ้า แล้วจึงแยกย้ายกันกลับบ้านไปกินข้าวเย็น ก่อนฟ้ามืด หลังอาบน้ำอาบท่าเสร็จประมาณ 3 ทุ่ม ก็เริ่มรู้สึกง่วงหนังตาจะปิด พอตก 4 ทุ่ม ก็ได้เวลานอนเป็นที่เรียบร้อย นี่เป็นเรื่องแสนปกติธรรมดาของเด็กในสมัยนั้น แต่ในยุคปัจจุบัน เด็กที่เล่นนอกบ้านนั้นแทบไม่มี นอกจากนี้หากพิจารณาในแง่ความปลอดภัยแล้ว ยังมีผู้ปกครองที่มองว่าการปล่อยให้ ลูกเล่นนอกบ้านเป็นเรื่องอันตราย โอกาสที่เด็กจะได้เล่นนอกบ้านจึงมีน้อยลงเรื่อยๆ ...เมื่อเป็นแบบนี้ เด็กจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน เล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตไปพร้อมกับการกินขนบขบเคี้ยว เด็กต้องใช้ชีวิตในลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ไม่เพียงแต่ในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แม้แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็มีเด็กที่ต้องใช้ชีวิตห่างไกลจาก “ธรรมชาติ” อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การใช้ชีวิตประจำวันในลักษณะนี้ส่งผลกระทบให้เด็กๆ ได้รับผลกระทบแบบหยั่งรากลึกทั้งทางร่างกาย และจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ “ริชาร์ด ลุฟว์”ได้พยายามเตือนภัยโรค “บกพร่องจากธรรมชาติ” นั่นเอง เด็กที่ต้องใช้ชีวิตห่างไกลจากธรรมชาติ จะมีลักษณะอาการดังต่อไปนี้....ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นาน/อยู่ไม่นิ่งไม่สามารถอยู่กับที่ได้/ไม่มีความอดทน ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้/ไม่มีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น ไม่สามารถเข้ากลุ่มเล่นกับเพื่อนได้ดี... หากพิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ว่า อาการของโรคขาดธรรมชาติ มีลักษณะเหมือนกับโรคสมาธิสั้น ซึ่งเป็นโรคที่เป็นความผิดปกติทางพฤติกรรมอย่างน่าตกใจเลยทีเดียว..สำหรับเด็กน้อยแล้วนั้น โลกใบนี้พรั่งพรูไปด้วยประสบการณ์แปลกใหม่ในการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัสเป็นครั้งแรก เด็กๆจะได้เปิดโลกกว้างผ่านการเคลื่อนไหวเชื่อมโยงกับประสาทสัมผัสทั้งห้า มีโอกาสที่จะทำความเข้าใจผ่านสิ่งที่เรียนรู้ผ่านตัวหนังสือไปพร้อมๆกับสัมผัสประสบการณ์ตรงด้วยตนเอง และสิ่งที่จะสามารถเติมเต็มประสบการณ์ได้อย่างเต็มอิ่มไม่มีที่สิ้นสุด ก็มีเพียง “ธรรมชาติ” เท่านั้น แต่ทว่า...สิ่งที่เด็กยุคใหม่ต้องประสบพบอยู่ทุกวันนี้กลับเต็มไปด้วยคอนกรีต หรือพื้นที่ปิดภายในตึกอาการที่ถูกก่อสร้างด้วยสารประกอบทางเคมี ชีวิตประจำวันอันถูกล้อมรอบไปด้วยอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ตั้งแต่เครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์ให้แสงสว่าง ไปจนถึงอุปกรณ์เตรียมอาหาร ชีวิตประจำวันทุกๆวันที่จ้องมองแสงจ้าสะท้อนจากจอที่มีพื้นผิวราบเรียบอย่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์ อาจส่งผลเสียต่อการพัฒนาประสาทสัมผัสทั้งห้าได้.... “โรคขาดธรรมชาติ” แสดงอาการที่ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การเคลื่อนไหวร่างกายด้วยเช่นเดียวกัน...อย่างการกำหนดรู้การทรงตัวไม่ดี มักจะหกล้มเสมอ/รวมทั้ง ขอบเขตการมองเห็นแคบ มักจะไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นข้างๆ หรือไม่รู้สึกตัว เมื่อมีอะไรมาทางด้านหลัง ลักษณะอาการแบบนี้เป็นผลกระทบที่เกิดจากการมองจอ ที่มีลักษณะแบนต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา เด็กๆที่ถูกเลี้ยงให้เติบโตโดยห่างไกลจากธรรมชาติเหล่านี้ จะมีขอบเขตการมองเห็นที่แคบมากอย่างยิ่งยวด ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายโดนจำกัดไปด้วย เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ชีวิตในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างสามารถดลบันดาลได้ภายในคลิกเดียว อาจแลดูสะอาดและปลอดภัย แต่ในทางกลับกัน สิ่งที่เราต้องสูญเสียไปนั้นมีมากมายเหลือเกิน บางทีคงจะถึงเวลาแล้วที่เราต้องตื่นตัวเสียที.. “ฮิปโปเครตีส” ผู้ที่ได้รับการยกย่องและขนานนามว่าเป็นบิดาแห่งการแพทย์หรือเทพเจ้าแห่งการแพทย์ ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ 5 ปี ก่อนคริสตกาล เขาคือผู้เปิดศักราชการรักษา โดยประกาศว่า”ความเจ็บป่วยเป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติ ที่ไม่ได้ถูกลงทัณฑ์จากสวรรค์ หลังจากที่ก่อนหน้านั้น...โรคภัยมักถูกโยงเข้ากับเวทมนตร์คาถา การปลุกเสก หรือ ความเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากการโกรธาของเทพเจ้า หรือพลังเหนือธรรมชาติ อีกทั้งยังเชื่อกันว่า..ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยนั้นคือ “คนบาป” เหตุนี้...ผู้ป่วยในทรรศนะของฮิปโปเครติส จึงสามารถรับการรักษาให้หายเป็นปกติได้ แม้ในพิธีจบการศึกษาของวิทยาลัยแพทย์ในปัจจุบัน ก็ยังให้กล่าวคำปฏิญาณภายใต้หลักคำสอนดังกล่าวอีกด้วย...ในปัจจุบันคำกล่าวที่ว่า “มนุษย์ทุกคนเกิดมามีพลังเยียวยาตามธรรมชาติ” นั้นได้รับการยอมรับทั้งในวงการแพทย์ตะวันออกและตะวันตก ผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพส่วนใหญ่ก็เชื่อในคำกล่าวนี้ว่าเป็นจริงเช่นกัน ...และเนื่องจากเป็นที่ทราบกันว่า สภาพแวดล้อมเป็นเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพในวงกว้าง รวมไปถึงวิถีชีวิตประจำวัน และอาหารการกินอันก่อให้เกิดโรค...ภายใต้คำปฏิญาณที่ฮิปโปเครติสได้จารึกทิ้งไว้ มีคำบางคำที่ปรารถนาให้คนในยุคปัจจุบันได้จดจำไว้ คำๆนั้นได้แก่... “ยิ่งมนุษย์ห่างไกลจากธรรมชาติมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าใกล้โรคมากขึ้นเท่านั้น” หากเราย้อนกลับมาสังเกตตัวเอง เราก็จะพบว่า คนในยุคของเราในทุกวันนี้ห่างไกลจากธรรมชาติแค่ไหน...เพียงใด..เริ่มจาก “ตอนเช้าหลังพระอาทิตย์พ้นขอบฟ้าไปหลายชั่วโมง คุณได้ตื่นขึ้นจากเสียงนาฬิกาปลุกไฟฟ้าภายในห้อง ที่ปิดด้วยผ้าม่านทึบแสง ที่ไม่มีแสงสว่างยามเช้าเล็ดลอด พยายามส่ายหน้าสลัดความงัวเงียภายในหัว ที่เหมือนมีหมอกบางๆกั้นอยู่ ฝืนลุกขึ้นจากที่นอนแล้วก็เปิดผ้าม่านทึบแสงออกเป็นอย่างแรก สิ่งแรกที่ได้ยินนอกหน้าต่างก็เป็นเสียงรถยนต์ ไม่ก็เสียงเครื่องบิน ไม่ใช่เสียงนกร้อง กินข้าวเช้าทั้งๆที่อยู่ในสภาพเหม่อลอย หลังจากนั้นก็จัดทรงผมด้วยผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผม สำหรับสุภาพสตรีก็ตระเตรียมผิวจากบรรดาเครื่องสำอาง แล้วก็แต่งหน้า หลังจากนั้นก็ออกจากบ้าน เดินไปทางถนนที่ลาดด้วยยางมะตอย มุ่งหน้าไปสถานี ต้องเบียดเสียดภายในรถไฟที่แน่นขนัด มีอัตราขึ้นหนาแน่น กว่า120เปอร์เซ็นต์ไปพร้อมๆกับเล่นโทรศัพท์มือถือ เพื่ออ่านข่าวสาร ต่างๆ หลังจากถึงสถานีที่หมายแล้วก็เดินผ่านท้องถนนที่คลาคล่ำไปด้วยรถยนต์ ผ่านไปมาจนถึงบริษัท เมื่อถึงโต๊ะทำงานอย่างแรกที่ทำก็คือ เปิดสวิตช์คอมพิวเตอร์ เมื่อหน้าจอคอมพิวเตอร์ส่องสว่างด้วยไฟสีฟ้าแล้ว ก็ได้เวลาเริ่มทำงานยาวไปทั้งวัน มื้อกลางวันก็ไปกินข้างนอก ไม่ก็ซื้อข้าวกล่องมารีบๆกินให้จบไป /ช่วงบ่ายส่วนใหญ่ก็ใช้เวลาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งเวลาผ่านไป เมื่อได้เวลาเลิกงาน ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดสนิทแล้ว พระอาทิตย์ตกดินเมื่อไหร่ก็ไม่ทันสังเกต หลังจากเลิกงานแล้ว ก็ได้เวลาไปดื่มเหล้าต่อ หรือไม่ก็เข้าร้านตู้เกม หรือไม่ก็ต่อที่คลับ อัดบุหรี่เต็มปอดภายในสถานที่ครึกครื้น หรือในที่ที่มีเสียงดัง หรืออาจคิดไปที่ที่มีแสงจ้า ทำให้รู้สึกสดชื่น แต่ว่าจริงๆแล้ว เรารู้สึกยังไงกันแน่!!!” ดูเผินๆวิธีคิดเกี่ยวกับการขาดธรรมชาติเหมือนเป็นความคิดที่ใหม่มาก...แต่ฮิปโปเครติสก็ได้บอกกับเราแล้วตั้งแต่ 2,400ปีก่อน... “เมื่อคนเราห่างไกลจากธรรมชาติ ย่อมเจ็บป่วยไม่สบาย”...ทั้งนี้ก็เพราะว่า “ธรรมชาติ” กับ “ความเจ็บป่วย” เป็นสองสิ่งที่สัมพันธ์กัน ตัดอย่างไรก็ไม่ขาด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ “โรคขาดธรรมชาติ” เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเรามาช้านานตั้งแต่อดีตกาล...และผลพวงที่มนุษย์ต้องแบกรับอันเนื่องมาจากการขาดแคลนธรรมชาติก็มีข้อสรุปโดยรวมดังต่อไปนี้.. ความสามารถของประสาทสัมผัสลดลง/เกิดการขาดความระมัดระวัง/และ..มีความเหนื่อยล้าอันเนื่องมาแต่การมุ่งใช้สมาธิ/ “มีหลายคนที่ประสบกับความรู้สึกที่ไม่ได้ป่วย แต่ก็ไม่ได้สบาย อย่างจริงจัง นี่คือ สัญชาตญาณของความรู้สึกที่ว่า ตัวเองห่างไกลจากธรรมชาติ...ตัวเองขาดธรรมชาติ....และการที่ผู้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่มีงานอดิเรกในช่วงวันหยุด ไม่ว่าจะเป็นการทำสวนหรือกิจกรรมกลางแจ้ง ล้วนเป็นการกระทำเพื่อเติมเต็มธรรมชาติที่ขาดหายไปจากชีวิตประจำวัน” นี่คือหนังสือ...แห่งการดูแลและเยียวยาชีวิตให้ยั่งยืนและคงมั่นด้วยวิถีอันศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกค้นพบด้วยสัญชาตญาณและองค์ความรู้ของมนุษย์มาช้านาน...เมื่อค้นพบภาวะวิถีแห่งโรคที่เกิดจากการขาดธรรมชาติ...นั่นย่อมหมายถึงว่า..เราย่อมต้องมองเห็นมองเห็นความตระหนักรู้อันเป็นคุณต่อชีวิต ท่ามกลางความอ้างว้างแห่งการป่วยไข้อันล้ำลึกในสัญชาตญาณแห่งชีวิต..โดยแท้จริง! “สิ่งที่มนุษย์พึงกระทำได้เมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังป่วยไข้..ก็มีเพียงการเชื่อมต่ออย่างแนบแน่น ผ่านทางความรู้สึกอย่างยำเกรงและการรู้จักซาบซึ้งในบุญคุณของธรรมชาติ ที่นำมาซึ่งพรธรรมชาติ และ ภัยธรรมชาติในเวลาเดียวกัน หากทำเช่นนั้นได้ ก็จะบังเกิดความสงบลึกซึ้งขึ้นภายในจิตใจอีกระดับ กล่าวได้ว่า...เป็นการได้รับการเยียวยาผ่านสัจธรรมของชีวิต”