แม่ “โอบและกอดสอดใจตัว หล่อและเลี้ยง...ชั่วนิรันดร์”
ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“ความงดงามแห่งความเป็นแม่...สื่อสารออกมาด้วยวิถีแห่งความเป็นโลกที่เปี่ยมเต็มไปด้วยหัวใจแห่งความกรุณา..สถานะที่แท้ของชีวิตย่อมผูกพันอยู่กับสายสัมพันธ์ของการก่อเกิดอันลึกซึ้ง ในอ้อมรักของผู้เป็นแม่เสมอในนามของลูกๆ ผู้ถูกบ่มเพาะและสรรค์สร้างจิตวิญญาณอันถาวรมั่นคงมาจากเบ้าหลอมของบทเพลงศรัทธาที่เป็นทั้งแรงบันดาลใจและสาระแห่งความเป็นจริงของการโอบประคองอันยืนยาว...”
สาระสำคัญอันเป็นดั่งนัยแห่งรวมกวีนิพนธ์ที่เกาะกินใจ “แม่” ของกวีอารมณ์ดี “กุดจี่” ผู้สร้างสรรค์ผลงานทางอารมณ์ความรู้สึกมาอย่างต่อเนื่องด้วยสำนึกคิดที่เปี่ยมเต็มไปด้วยความจริงใจ...ถือเป็นของขวัญทางความรู้สึกที่ทั้งงดงามและหยั่งลึกเข้าไปสู่ “ใจแห่งใจ” หากเราจะโหยหาอ้อมกอดและถ้อยคำแห่งความรักอันศักดิ์สิทธิ์และตราตรึงของแม่ในห้วงขณะแห่งกาลเวลาของ “ความรู้สึกรักอันสูงค่า” ณ ยามนี้
“ดูดนมแม่แต่กำเนิด ก่อและเกิดอ้อมอกอุ่น
แบ่งและปันไอละมุน เจือและจุนผูกและพัน
สานสายใยใจและจิต แนบและชิดสร้างและสรรค์
รักและรักกันและกัน ใฝ่และฝันสานครอบครัว”
วิถีแห่งความรักของแม่..คือสายธารหลักแห่งการก่อเกิดจิตวิญญาณต่อรวมกวีนิพนธ์ชุดนี้ ที่ขยายสัดส่วนของความรู้สึกเกื้อกูลออกไปอย่างกว้างไกล...พันผูก ผ่านจุดเล็กๆของชีวิตไปสู่เวิ้งกว้างของจักรวาล...ในความเป็นนิรันดร์...
“น้ำนมแม่แค่หนึ่งหยด
งามและงดหมดจดทั่ว
โอบและกอดสอดใจตัว
หล่อและเลี้ยงชั่วนิรันดร์”
ข้อประจักษ์แห่งความรักที่มี่ต่อลูกถือเป็นความพันผูกอันเชื่อมโยงติดแน่น เป็นรอยทรงจำในภาษาของหัวใจ ที่เกื้อกูลและโอบประคองกัน มีรสชาติของความความรู้สึกที่พันเกี่ยวอยู่กับใจแห่งใจ...ความรู้สึกอันท้นท่วมของผู้เป็นกวีส่องให้เห็นสายทางแห่งความรัก สื่อให้ประจักษ์ถึงเสาค้ำยันแห่งหมุดหมายของพื้นที่ชีวิต ในการอยู่ร่วมกันอย่างฝังลึก..
“ฮักแท้ที่แม่ฮัก แน่นและหนักบ่จากหนี
ผ่านปีสู่อีกปี กี่เปลี่ยนแปลงบ่จากไป
แม่แก่ แผ่นดินเก่า ปลูกบ้านแม่ขึ้นเสาใหม่
ที่เก่าบ่จากไกล ฝังฮกฮากฝากใจเฮือน”
รกรากของชีวิต อุบัติขึ้นจากใจที่ถูกถักร้อยด้วยความทรงจำอันบริสุทธิ์ เป็นภาพฝันอันติดตรึงของหัวใจที่เฝ้าถวิลหา... เหล่านี้คือแรงขับเคลื่อนอันสำคัญที่ส่งผล ให้ผลกระทบทางกวีนิพนธ์ในแต่ละบทของ”กุดจี่”จึ่งแนบชิดกับความจริงของผัสสะแห่งชีวิตได้อย่างมีรูป รส กลิ่น เสียง อันสาดต้องความรู้สึก มันคืออารมณ์ร่วมของลีลากวีที่ทั้งไหวเคลื่อนสู่ความสะเทือนใจ และทั้งขุดค้นสู่ความเป็นจริงอันแทรกลึกอยู่กับหลืบมุมอันประทับใจของความทรงจำแห่งกาลเวลา..
“จำได้ไหมใบหน้าแม่เมื่อวัยเยาว์ จำได้ไหมใบหน้าเก่าสาวแรกรุ่น
จำได้ไหมเจ้าสาวตอนเอาบุญ วัยดรุณของแม่เป็นอย่างไร?”
คำถามถึงวัยดรุณ...ของคนที่รักข้ามผ่านกาลเวลาคือคำถามในอารมณ์กวีที่ชวนคิดถึง มันคือบทเพลงของดวงตะวันฉายที่หมายจะบอกกล่าวและตีความถึงอดีตกาลที่ฉาบทาไว้ด้วยสีสันอันเป็นการเฉพาะ...เป็นโลกกลับด้านที่เคยเกิดขึ้นจริงในวันหนึ่ง ซึ่งอาจไม่เคยถูกบันทึกไว้ด้วยสิ่งใดไว้เลยสำหรับใครบางคนหรือครอบครัวบางครอบครัว แต่ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นกวี บทบันทึกแห่งลีลาความคิดของกวีตรงส่วนนี้จึงคือความงามและความหมายแห่งภาพอันมีค่าบางภาพในปริศนาของชีวิต..โดยแท้
“สมัยนั้นแม่ไม่ได้ถ่ายรูปภาพ ตราบวันนี้ไม่มีรูปตอนหน้าใส
แต่งกับพ่อก็ขาดกล้องเก็บรูปไว้ แม่จำได้ใบหน้าพ่อตอนแต่งงาน
จำได้ไหมใบหน้าลูกตอนเด็กๆ หน้าลูกแก่ตั้งแต่เล็กเล่าขำขัน
อนาคตเป็นอย่างไรไม่สำคัญ ปัจจุบันใบหน้าแม่ถูกหอมแล้ว...”
ความเชื่อมโยงในรักจากอดีตถึงวันเวลาของวันนี้ คือฉากแสดงของความจริงที่ไม่หยุดนิ่ง ยิ่งเวลาล่วงผ่านความหมายแห่งรสชาติของความจริงนี้ก็ยิ่งปรากฎ เป็นปฏิกิริยาต่อการรับรู้อันแผ่ขยายคุณค่าออกไปอย่างไม่จบสิ้น...ด้วยพื้นฐานของผู้มีจิตใจอันสรรค์สร้าง การสื่อสารรสสัมผัสแห่งชีวิตออกมาเป็นถ้อยคำที่มีความหมายต่อใจจึงต่อเนื่องกันเป็นภาวะซ้อนภาวะ...นั่นคือปรากฏการณ์แห่งกวีนิพนธ์แห่งความเป็นจริงของความรู้สึกจริง ที่ “กุดจี่” ได้สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย อย่างแยบยลแลจริงใจ...กระทั่งสัมผัสและรู้สึกได้...แท้จริง
“แม่เคยนวดใครต่อใครในครั้งก่อน ใจสะท้อนมาตอนนี้นวดไม่ไหว
ลูกขับรถหลังขดหลังแข็ง เดินทางไกล...ปวดหลังไหมให้แม่บีบให้แม่คลำ
ขนาดแม่ไม่ไหวยังไถ่ถาม ลูกก็ตามใจแม่นวดขำขำ
มือแม่แตะหลังลูกบีบซ้ำซ้ำ น้ำตาซึมตื้นตันนักรักแม่นี้”
ในความเป็นกวี...”กุดจี่”ถือเป็นนักสังเกตความรู้สึกที่เฝ้าสังเกตคนรอบข้างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต สังเกตท่าทีในห้วงแสดงแห่งความรู้สึกของพวกเขา...และเจาะลึกและลึกลงไปเป็นรายบุคคล ผ่านท่าทีที่เหมือนทีเล่นทีจริง แต่กลับขมวดปมด้วยสัมผัสลึกของธารสำนึกอันใคร่ครวญ การสังเกตและใคร่ครวญของเขา ทำให้เหล่ามวลกวีนิพนธ์ทั้ง
หมดมีคุณค่าทางใจ และมีผลต่อภาวะสำนึกที่อยู่ลึกลงไปในภาพเหลื่อมซ้อนของชีวิต...อันเจิดกระจ่างและตื่นตระการเสมอ..
“เสียงแม่แหบข้ามขอบฟ้ามาหาลูก กระแสจิตพันผูกถูกเทถ่าย
ภาพความรักข้ามภพชาติอาจกลับกลาย ชาติสุดท้ายหรือไม่นั้นไม่ทันรู้
เท่าที่รู้แม่คือพระอรหันต์ มอบชีวันขวัญชีวาก้มหน้าสู้
แม้ยากจนข้นแค้นหมื่นแสนฤดู แม่ยังอยู่เป็นผู้ถักทอรักแท้..”
“แม่” ถือเป็นรวมกวีนิพนธ์แห่งใจ ที่สร้างอารมณ์ร่วมได้อย่างจริงใจและละเมียดละไม ไม่ได้เป็นแรงขับที่หวังจะปลุกตื่นตื่นนัยสำนึกด้วยการเร้าอารมณ์อย่างถึงที่สุด...ตรงกันข้าม “กุดจี่” กลับเล่าขานและจำนรรจ์ โครงสร้างของภาวะกวีของเขาโดยรวม อย่างค่อยเป็นค่อยไปตามความน่าจะเป็นที่เป็นดั่งนั้น...มันเป็นเพียงแค่นั้นในการรับรู้.. ซึ่งนี่คือเสน่ห์ของรวมกวีนิพนธ์ที่มีเป้าหมายอยู่ที่การขุดค้นรากเหง้าของภาพแสดงแห่งตน เป็นแรงสะท้อนของรูปรอยแห่งประพันธกรรมเฉพาะตน...ซึ่งแท้จริงการก่อรูปทางกวีนิพนธ์เช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายนัก มันต้องอาศัยฝีมือ และผัสสะที่ไม่คลาดเคลื่อนไปจากใจของกวีต่อ... “ภาวะรู้สึกนั้นๆ ณ ขณะนั้นเพียงเท่านั้น”..ซึ่งนั่นก็คือกลิ่นอายแห่งเนื้อแท้ของรวมกวีนิพนธ์ในชุดนี้...ที่แทรกลึกอยู่กับความเป็นตัวตนแห่งสาระเนื้อหาอย่างเนียนแนบ
“รวงข้าวดอ รอแม่เราเอาเคียวเกี่ยว
หลังโค้งงอ มือเหี่ยวๆเกี่ยวไม่ไหว
แม่ซื้อหาข้าวเม่าหอมเตรียมพร้อมไว้
วันปีใหม่ลูกชายหล้าจะมาเยือน”
สัปดาห์ที่จะย่างก้าวเข้าสู้วันแม่...ผมถือว่ามันมีความหมายเสมอเสมอต่อรสสัมผัสของชีวิตอันควรค่า ต่อสำนึกรู้ของความกตัญญูรู้คุณ...มีวรรณกรรมเรื่อง “แม่” มากมายที่ก่อกำเนิดขึ้นบนโลกนี้ ขับเคลื่อนชีวิตแห่งวรรณกรรมให้ก้าวไปข้างหน้าในทุกๆห้วงขณะแห่งการสัมผัส ...แท้จริงมันคือสิ่งใดกันแน่ในการรับรู้ของผู้คนแห่งสังคมวันนี้
“แม่” คือผู้มีสถานะแห่งสังคมที่งดงามและยิ่งใหญ่ต่อการนับถือนบน้อม แม้ความเป็น “แม่” ณ วันนี้จะทุบทำลายสถานะของตนเองจนไม่น่ายกย่องและไร้เกียรติยศไปเสียมาก .. แต่ด้วยสถานะที่แท้ ก็ยังคงมีแม่อีกมากมายในโลกนี้ ที่เป็นแบบอย่างที่ดีงามของลูกๆ และเป็นแบบอย่างที่น่ายกย่องของโลกที่สมควรจะเอาอย่าง และน้อมคำนับด้วยความเคารพ ดั่งแม่ “สิมมา” ผู้นี้..
และนี่คือ..หนังสือแห่งใจที่ผู้เป็นลูกๆควรจะมีโอกาสที่จะได้อ่านถึงเนื้อใน เพื่อการรับรู้ในรู้สึกถึงความเป็นจริงแห่งใจ ที่สรรค์สร้างชีวิตแห่งชีวิตให้บรรลุถึงความดีความงามของ ...ทุกๆคน
“กลับมาจูงมือแม่ตอนแก่เฒ่า
อย่างที่แม่จูงมือเราก้าวเขยื้อน
จากตั้งไข่ เดินเตาะแตะใต้แสงเดือน
ไปสอยดาวที่กลาดเกลื่อนอยู่กลางฟ้า”