LAGOM : ความพอดีนี่แหละดีที่สุด(The Swedish Art of Balanced Living) “หนีโลกทุนนิยม...มาสู่ความสุขแบบเรียบง่ายและกลมกล่อม”

วาไรตี้1 ธ.ค. 2566 • 23:00 น.
LAGOM : ความพอดีนี่แหละดีที่สุด(The Swedish Art of Balanced Living) “หนีโลกทุนนิยม...มาสู่ความสุขแบบเรียบง่ายและกลมกล่อม”

ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

“การอยู่กับโลกแห่งชีวิต ด้วยจิตสำนึกที่กอบเกื้อด้วยความพอดีพองาม ย่อมสร้างดุลยภาพให้แก่จิตวิญญาณของการดำรงอยู่..สู่สถานะแห่งสำนึกคิดอันเป็นสุข..การหลุดพ้นจากข้อกำหนดที่สร้างขึ้นมาเพื่อผูกมัดตนเองอย่างจริงจังและเเน่นหนัก เป็นการคลี่คลายออกไปสู่แสงสว่างที่สามารถจะนำพาชีวิต..ไปสู่โชคของการอยู่รอดได้..นั่นหมายถึงการมีชีวิตอย่างมีพลัง ตามแรงขับอันนบน้อมของตัวตน..เป็นวิถีเยี่ยงคนสามัญ..ที่แม้ชีวิตจะถูกผลักดันให้หมุนเคลื่อนไปด้วยระบบทุนนิยมมากมายสักเพียงใด  แต่การต่อสู้แข่งขันของชีวิตในทุกๆระดับ ไม่ว่าจะเป็นตัวเอง ครอบครัว หรือ สังคม..ก็ย่อมถูกหล่อหลอมด้วยความ “มุ่งหวังสำเร็จ” อยู่เสมอ...มันเปรียบเสมือนเงื่อนไขอันหน่วงหนัก ที่คอยบีบบังคับเราทุกคน ให้ต้องทำงานอย่างจริงจังและหนักขึ้น..เพื่อการลงทุนให้เป็นผลและมีผลกำไรต่อชีวิต สามารถเก็บรักษาทรัพย์สินไว้ได้...จากจุดนี้..เราจะพบกับข้อตระหนักว่า..ชีวิตของเรา ณ วันนี้ ล้วนถูกชี้นำและสอนสั่งอย่างฝังกลัวว่า..จักต้องมีชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขัน  บีบบังคับให้ทุกคนต้องดิ้นรนต่อสู้.. “ความสำเร็จ..” ถูกหล่อหลอมและกรอกหูให้ต้องเป็น “พันธกิจแห่งชีวิต”

เหตุนี้..มนุษย์ยุคใหม่จึงต้องบีบบังคับตัวเองมากมายเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ..ต้องทำงานให้หนักและหูหนัก..ลงทุนให้มาก เก็บเงินให้ได้..เพื่อจะมีโอกาสได้เติบโตและก้าวไปข้างหน้า..นั่นจึงทำให้ความสุขของเรา..ในวันนี้ร่วงหล่นหาย..เพราะประเด็นของการตั้งข้อบีบบังคับทั้งหมดข้างต้น..”

รากฐานความคิด..จากหนังสือทรงคุณค่า..LAGOM : ความพอดีนี่แหละดีที่สุด (The Swedish Artof Balanced Living)..คือการเปิดใจให้เห็นถึง..โลกที่วุ่นวาย รวดเร็ว และ เต็มไปด้วยการแข่งขัน..ที่ขาดความพอดีพองาม.. แต่..สำหรับชาวสวีเดน..ประเทศอันดับ 7 จาก 149 ประเทศของโลก ตามข้อมูลของ “World Happiness Report”..จากเกณฑ์ข้อกำหนดโดยอายุเฉลี่ย อัตราการทุจริต แรงผลักดันทางสังคม อิสรภาพในการใช้ชีวิต..รวมทั้งผลรวมจากสังคม ครอบครัว และ ตัวเอง..ดังที่ได้เกริ่นนำไป..

“ปรัชญา..ลากอม” ..ของชาวสวีเดน..คือ ปรัชญาแห่งความสุขอันหมายถึง “Not too much, Not too Little,Jusr Right” (ความ.. “ไม่มากไม่น้อย..แต่ พอเหมาะ..พอดี”..โดยชาวสวีเดนต่างถือกันว่า.. “ควาพอดี...ดีที่สุด” ..(Lagom arbast)

ซึ่งก็เชื่อกันว่า..คำคำนี้มาจากรากศัพท์ภาษาไวกิงความว่า.. “Laget Om” ..ซึ่งเป็นวลีที่ใช้พูดในขณะที่..มีการส่งแก้วเหล้าไปรอบๆโต๊ะ..โดยแต่ละคนจะดื่มกันพอประมาณอย่างสมควร..ทั้งนี้เพื่อให้ไวน์ได้เหลือพอสำหรับทุกคน.. “ลากอม” ..จึงได้กลายมาเป็นวิถีสำคัญแห่งการใช้ชีวิตของชาวสวีเดน ที่ได้นำมาดัดแปลงและประยุกต์ใช้กับชีวิตในทุกๆด้าน..ทั้งความเป็นไลฟ์สไตล์ ทัศนคติ การดื่มกิน ตลอดจนมิติของการทำงาน..

... “ความพอดีเป็นทางออกที่ต้องค้นหาให้เจอ..หากปริมาณงานน้อยเกินไป..ก็จะทำให้เราขาดพัฒนาการในการทำงาน..รวมทั้งขาดการพัฒนาตัวเอง..เพราะไม่ได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่..แต่หากต้องทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักร่างกายและจิตใจ กระทั่ง สมอง..งานก็จะออกมาอย่างไรประสิทธิภาพ” ไม่มีใครที่จะสามารถบอกเราได้ว่า..ความพอดีของชีวิตนั้นจักต้องอยู่ในระดับไหน..นอกจากจิตใจและตัวตนของเราเองเท่านั้น..หลายคนจึงพยายามดิ้นรนหาความสำเร็จ อดทนอดกลั้นต่อความทุกข์ยากลำบาก เพื่อหวังจะได้สัมผัสกับผลลัพธ์ที่ดี..แต่หากว่าชีวิตต้องเหนื่อยเกินไป.ก็จะทำให้ความสุขต้องหล่นหายไปจากชีวิตระหว่างทาง..

“แน่นอนว่า..นอกจากตัวของเราเอง..จะมีใครที่ไหนสามารถบอกเราได้เล่าว่า.. “ความพอดี” นั้นอยู่ในระดับไหน..หากผ่านการสังเกตจากตัวเรา..ทุกวันนี้..เราหาความพอดีให้เหมาะสมกับชีวิตได้แล้วหรือยัง..เก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ถึงจะพอดี โดยไม่กระทบต่อการใช้ชีวิต..หรือ..ต้อง อ่านหนังสือ ก่อนนอนเป็นเวลานานเท่าไหร่..ถึงจะไม่รบกวนต่อเวลานอน..ทุกคำตอบ..วนเวียนเกิดขึ้นในใจของเรา..ที่ล้วนมีใจที่แตกต่างกันไป..เนื่องเพราะ..ในความเป็นจริงอันเป็นที่สุดแล้ว..มีเพียงแค่เราเท่านั้นที่รู้...”

“ลินเนีย ดันน์” (Linnea Dunne)..เธอเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาอย่างเข้าใจในความพอเหมาะพอดี..ด้วยการแปลมาเป็นภาษาไทยอย่างเข้าใจในลุ่มลึกโดย “รัตนา ธรรมพักตรกุล”.. ว่ากันว่า..วิถีชีวิตแบบ “ลากอม”..ถือเป็นพวกที่ใช้ชีวิตแบบ “สโลว์ไลฟ์” ก็ว่าได้....เหตุเพราะชาวสวีเดนชอบเดินเข้าป่า เพื่อไปหาของป่าออกมากินอย่างจริงจัง..เช่นการหาบลูเบอร์รี่ในฤดูร้อน ซึ่งมีให้เก็บกันอย่างอิสระเต็มไปหมดในป่า..แต่ก็จะมีการหลือไว้เผื่อคนอื่นๆด้วย..โดยไม่มีใครคิดหรือตั้งใจเก็บไปหมด..นี่คือวิถีของ

ลากอม..เก็บแค่พอดี..แค่พอใช้อยู่ใช้กิน.. “พออิ่ม และ พอสุขสันต์” เท่านั้น..

วิถีแค่ “พอกิน พออิ่ม พอสุขสันต์” นี้ถือเป็นความไม่มาก..ไม่ล้นเกิน..เพียงแค่พอทำ พอใช้..ก็เลยเกิดสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า.. “เคิพสต็อพพ์” (Koostopp).. อันหมายถึงการตัดสินใจหยุดซื้อทุกสิ่งทุกอย่างช่วงหนึ่ง..เพื่อให้ใจได้ตระหนักว่า..บางครั้งสิ่งที่เราทุ่มเงินซื้อมานั้น..ก็ไม่จำเป็นอะไรต่อชีวิตเลย..มันจึงเป็นเหมือนการได้ช่วยลดวิถีบริโภคนิยมลงโดยปริยายด้วย..หรือ หากถ้าจะมีการซื้อของ...เขาก็จะลดการรบกวนโลกลง ด้วยการเอาถ้วย ชาม ขวด โหล หรือ กล่อง ไปใส่สินค้าที่ต้องการเอาเอง..เพราะที่สวีเดน..มีร้านขายของแบบคิดตามน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยไป ไม่ว่า จะเป็นอาหาร หรือ เสื้อ ผ้า..ฯลฯในสวีเดนจึงเต็มไปด้วยร้านที่ไม่มีภาชนะให้..คนซื้อของจักต้องหาอะไรมาใส่กลับบ้านเอง..

“การทำงานแบบลากอม” ก็จะไม่เหมือนใคร..ให้ทำไปสักพัก..แล้วก็หยุดพักเบรกจิบกาแฟคุยกันบ้าง..โดยไม่เพียงแค่ก้มหน้าก้มตาเอาแต่ทำงาน..มีผู้ให้ข้อเปรียบเทียบที่มีคุณค่า น้ำหนัก และ ที่ มาที่ไปว่า หลังจากผู้คนของโลก.ในศตวรรษที่ 20..ได้มีโอกาสสัมผัสรับรู้ใรวิถีแห่ง “เซน” (Zen) ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งแห่งพุทธศาสนามหายาน..ที่สอนให้ใช้ชีวิตและปฏิบัติอย่างเรียบง่าย..และ สุขสงบ..นั่นได้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญแห่งชีวิตของคนยุคใหม่ไปโดยอัตโนมัติ..ผู้คนต่างตามหาและแสวงหาความสุข..ความสบายใจ ในโลก..ที่อุดมไปด้วยการแข่งขันอันสาหัส..ความรวดเร็วดั่งบ้าคลั่ง เเละ ปัญญาญาณที่หาสายทางที่คลี่คลายไม่ได้..

 กระทั่งปี ค.ศ.2016..แนวคิดในเชิงแสวงหาความสุขในชีวิตอย่างเรียบง่าย..ได้มีการย้ายจาก “เอเชีย” ไปสู่ “แถบสแกนดิเนเวีย”..ทำให้โลกได้รู้จักกับ “ฮูกกะ” (Hygge)..ความสุขที่ชาวเดนมาร์กใช้ต่อสู้กับฤดูหนาวอันแสนยาวนาน ..ของพวกเขา..โดยนัยสูงสุดของฮูกกะ..คือนัยที่ไม่ได้หมายถึง.. ความสบายกายเพียงแค่การได้กินอิ่มและนอนหลับเพียงเท่านั้น..แต่มันรวมไปถึงความสบายใจ..และ ดุลยภาพทางจิตวิญญาณด้วย..

..ต่อมาเมื่อกระแสของฮูกกะ..แผ่วลง..กระเเสเรื่องราวของ “ลากอม” ก็ได้รับการกล่าวขานขึ้นในนัยแห่งความหมายดั่ง “ทางสายกลางในพุทธศาสนา”..ที่เน้นความพอประมาณเป็นหลัก..ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน .ก็คือ..ชาวสวีเดน..ส่วนใหญ่จะเลือกดื่มนมที่มีไขมัน 1.5 เปอร์เซ็นต์..ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขามองว่า นมนั้นมีไขมันไม่น้อยเกินไป..และ..ไม่มากเกินไป..มันอยูในปริมาณที่พอดี (Just Right)..โดยคอนเซ็ปต์นี้ไม่ได้อยู่แต่ในสวีเดนเพียงที่เดียว แต่ มันข้ามโลกไป ณ ที่ต่างๆผ่านโครงการหลักสำคัญๆของ “อิเกีย” บริษัทฯเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ของประเทศ..ในชื่อ “Live Lagom” ..โดยเชิญชวนให้ผู้คนบริโภคด้วยปริมาณที่พอเหมาะพอควร..เท่าที่จำเป็นต่อชีวิต..ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ พลังงาน อาหาร น้ำ หรือ ขยะ..โดยมีความเชื่อสำคัญที่ว่า.. “หากใครก็ตามเข้าใจในลากอม ก็จะช่วยให้..ความคิดที่มีต่อความยั่งยืนของสรรพสิ่งในโลกนี้ .เปลี่ยนแปลงไปด้วย..” อาจสรุปผ่านจุดมุ่งหวังได้ว่า หากใครกำลังหลีกหนีโลกทุนนิยม มาแสวงหาความเรียบง่ายอันกลมกล่อม.. “ลากอม” คือความสุขของคุณ..

ทั้งนี้ก็เพราะว่า..การอยู่แบบ “ลากอม” คือการต้องอยู่..ด้วยสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน..โดยถือเอาการพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญ/เช่นเดียวกับการยึดถือฉันทาคติ..การมีความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน รวมทั้งการต้องตั้งมั่นว่า..ครอบครัวคือ สิ่งสำคัญ..

นอกจากนี้.. “ลากอม” คือความพอดี..คือ “ความว่าง” อันหมายถึง..ว่างทางกายภาพ..ว่างทางใจ..รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับสิ่งหนึ่ง และ สัมผัสกับความจริงได้มาว่า..การเงินดีขึ้น..นั่นคือคุณประโยชน์แห่งชีวิต “ลากอม” ..สอนถึงวิถีการกินอย่างสมดุลและดีต่อสุขภาพ..การกินแบบลากอม..จะยึดหลัก..ทำอาหารกินเอง ปลูกผักกินเอง ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ ...และ ต้องกินอย่างพอดี ..

..ในประเด็นของความรู้สึกแบบ “ลากอม” นั้น จะดำรงอยู่โดยการต้อนรับทุกสภาพอากาศและความรู้สึก..ด้วยการยอมรับอารมณ์..ยอมรับปัญหา..ชื่นชมความสุขเล็กๆน้อยๆ..

โดยใช้ชีวิตด้านสุขภาพแบบ..ใช้ชีวิตกลางแจ้ง ..เดินแทนนั่งรถ..มันคือ การอยู่กับธรรมชาติแท้จริง....มาถึงการเข้าสังคมแบบ “ลากอม” ..ซึ่งก็เป็นความไว้ใจในมิตรภาพ..ทั้งด้วยความเชื่อใจในกันและกัน..พูดกันอย่างตรงไปตรงมา..และ..ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างเข้าใจกัน...ภาพรวมของ “ลากอม” ในนัยทั้งหมด..จึงสื่อความหมายและประโยชน์ออกมาดั่งนั้น..ผ่านแนวคิดแห่งข้อตระหนัก 5 ด้าน นับแต่..สไตล์ ความรู้สึก การกิน การเข้าสังคม และ การดำรงอยู่.. หลักการง่ายๆตามแบบ “ลากอม”..เน้นย้ำต่อใจว่า.. “ต้องรับฟังเสียงจากร่างกายของเราว่าไหวหรือไม่..ถ้ารู้สึกเหนื่อยเกินไป..ก็พักผ่อนตามที่ตัวเองปรารถนา” เหตุสำคัญ..เพราะการพักผ่อนสั้นๆสัก 3-4 วัน จะสร้างผลบวกต่อสุขภาพ การที่คนเรา “Work -Life Balance” จะช่วยให้เกิดความพึงพอใจกับการทำงานมากขึ้น..

จงอย่าเครียดจนเกินไป ...เพราะความเครียดเป็นตัวแทนความรู้สึกในแง่ลบ..มันส่งผลต่อสุขภาพจิต..การรักษาดุลยภาพระหว่างอารมณ์จึงเป็นส่วนหนึ่งของความคิดอันมีคุณค่าสูงสุดแบบ “ลากอม” และ ที่สำคัญที่สุด..ก็คือการเข้าหาธรรมชาติ เนื่องเพราะ..สิ่งที่สามารถตอบแทนคืนให้กับธรรมชาติได้ก็คือ..การมีความรับผิดชอบและใช้ทรัพยากรธรรมชาติฯอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับ การมีความสุขแบบธรรมชาติรอบตัว..เพื่อสร้างสมดุล..อันจะนำไปสู่ “จิตตานุภาพ” ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นนี่คือ.. “หนังสืองามแห่งชีวิต”..ที่เขียนขึ้นโดยผู้เกิดและโตในสวีเดน เธอจึงหยั่งเห็นปรัชญาชีวิตที่เรียบง่ายนี้...มันคือ ปัญญาญาณของความพอเหมาะพอดี..คือฐานรากของความเข้าใจความหมายแห่งการอยูร่วมกันของโลก..ที่ผสานอารมณ์บวกกับลบให้อยู่ในวิถีแห่งการสอดผสานเดียวกัน..โดยชีวิตไม่ต้องเผชิญหน้ากับความแปรปรวน และ ความกดดันอันร้อนร้าย..หรือ โหดร้ายใดๆ..

“ถ้าเราเกิดมีความขัดสนขึ้นในชีวิต..เงินสามารถช่วยเราได้ ..แต่ถ้าเรามีฐานะที่ดีอยู่แล้ว..การมีเงินมากมาย ก็ไม่ได้ช่วยให้เรามีความสุขกว่าเดิม...เสมอไป”