'อัษฎางค์' อัดแหลก 'ทิดสมปอง' ปมหนี้สินหลังสึก

วาไรตี้5 ก.พ. 2565 • 06:43 น.
'อัษฎางค์' อัดแหลก 'ทิดสมปอง' ปมหนี้สินหลังสึก
นายอัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก... เสียพระดีไป 2 รูป จริงหรือ? มหาไพวัลย์สึกแล้วเปิดตัวหนุ่มเกาหลี! มหาสมปองสึกแล้ว มีเรื่องหนีสิน เงินทอง การพูดปด! ตอนยังเป็นพระ มหาไพวัลย์ มีประเด็นที่แรงกว่ามหาสมปอง แต่พอสึกแล้ว สมปองมีประเด็นที่แรงกว่าไพวัลย์เยอะ • ประเด็นที่ 1 “หนี้ 10 ล้าน” คุณติ๋ม ทีวีพูล พูดว่า…. สมปอง มาพร้อมกับปัญหาเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องหนี้สินกว่า 10.9 ล้านบาท ตนเคยถามว่าเป็นพระทำไมมีหนี้เยอะแบบนี้ โดยเขาบอกว่าเป็นหนี้จากการซื้อที่ดิน 300 ไร่ ทำสวนยางพารา และต้องดูแลครอบครัวมีค่าใช้จ่ายเดือนละแสนกว่าบาท” ย้อนไปเมื่อ วันที่ 30 ธ.ค. 64 รายการโหนกระแส หนุ่ม-กรรชัย พิธีกรถามว่า… “มีประเด็นที่คุณพูดเมื่อกี้ ว่าคุณไปขอคุณวัน ใช้หนี้ให้สิบล้านและเงินก้นถุง?” “ตอนเป็นพระ เป็นหนี้อะไรสิบล้าน?” สมปองตอบว่า… “บางทีทำโรงเรียน ห้องเรียน สนามฟุตบอล หน้าใหญ่ใจโต สนามกีฬาสามสี่สนามก็หลายแสน เราไม่มีเราก็ไปยืมมาก่อน” ศีล 5 ข้อที่ 4 มุสาวาทาเวรมณี อันหมายถึง การละเว้นจากการพูดปดงดเท็จ พูดจาโกหก พูดไม่อยู่กับร่องกับรอย แค่ 1 ในศีล 5 สำหรับฆราวาสยังรักษาไม่ได้ ทำให้คิดถึงตอนที่เป็นพระที่ต้องที่ถือศีลถึง 227 ข้อทันที ว่า…มันจะเป็นยังไง!!! • ประเด็นที่ 2 “พี่สาวไม่ได้ใช้หนี้ให้ผมนะ แต่เป็นเงินจากการทำงานของผม” คุณติ๋ม ทีวีพูล พูดว่า…. “พี่วางแผนจะใช้หนี้ให้เขา ก็เลยจะทำรายการให้เขา 3 รายการ ค่าตัวเขาแพงกว่าดาราดังๆ อีก ให้คิวละ 5 หมื่น-แสนบาท ทั้งหมดได้ 250,000 2 ปี วางแผนให้หมดแล้ว" ช่วยหางานให้ โดยดีลโฆษณา(เสนอตัวสมปองให้ไปเป็นพรีเซนเตอร์)กับค่ายยักษ์ใหญ่ให้เขาหมดแล้ว "พี่โทรไปหาค่ายรถ ค่ายมือถือที่ดังที่สุด ค่ายรถ” สรุปว่า… คุณติ๋ม ทีวีพูล ซึ่งเป็นผู้กว้างขวางในวงการ เป็นผู้ที่ช่วยวางแผน ติดต่อ ออกหน้า ประสานงาน เพื่อให้สมปองหาเงินปลดหนี้ให้ได้ภายปีสองปี แต่สมปองพูดต่อว่า…. “ขออนุญาตพูดว่าพี่สาวท่านนั้นไม่ได้ใช้หนี้ให้ผมนะครับ แต่เป็นเงินจากการทำงาน" มันแปลว่า… ไม่มีสำนึกถึงบุญคุณที่เขาวิ่งเต็มจัดการหางานเพื่อจะได้เงินไปใช้หนี้เลย แถมยังทนงตนว่า หาเงินใช้หนี้ด้วยตัวเอง • ประเด็นที่ 3 “ไม่ใช่เรื่องค่าตัว ไม่ได้หิวเงิน” สมปองพูดว่า… “หากอยากรวยจริงๆ คงไม่บวชเป็นพระ เพราะไม่ได้เงินอยู่แล้ว ตนเรียน ป.โท สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ อาจารย์ก็บอกเรียนชั่วโมงแรกๆ ว่าเรียนคณะนี้ไม่รวย” “ไม่รู้ว่าวันนั้นจะได้เซ็น ตอนเแรกทีมงานคิดว่าได้เดือนละล้าน ก็เซ็นกันจริง พอซิทคอมออกมาครั้งแรก ต้องตื่น 6 โมงเช้า ทำงาน 9 โมง ถึงตี 2 ยืนยันเราทำงานให้ใครก็คุ้มค่าเขา เป็นตัวตนอย่างเต็มที่ แต่เมื่อรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวตนของตัวเอง และรู้สึกว่าทำงานให้เขาได้ไม่คุ้ม จึงไปขอคุยเรื่องเปลี่ยนแปลงสัญญา” แปลว่า…. คิดว่าได้ค่าจ้างเดือนละล้าน พอรู้ว่า 4 เดือนล้าน แถมต้องตื่น 6 โมงเช้า ทำงาน 9 โมง ถึงตี 2 เลยอยากเปลี่ยนใจ!!! รึเปล่า? สมปองพูดต่อว่า…. "ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องค่าตัวอย่างแน่นอน ไม่ได้หิวเงิน ยึดตัวเนื้องานที่รับมาเป็นหลัก แต่เป็นเรื่องของความไหว ไม่ไหวของผมด้วย ขอย้ำผมไม่ได้หิวเงินขนาดนั้น ผมจะได้เงินเมื่อมีงาน” คำพูดที่ว่า… “ไม่ใช่เรื่องค่าตัว ไม่ได้หิวเงิน ยึดตัวเนื้องานที่รับมาเป็นหลัก” แต่…. แต่ก็พูดเองว่า… •1 คิดว่าได้เดือนละล้าน ก็เลยเซ็นสัญญา •2 พอซิทคอมออกมาครั้งแรก ต้องตื่น 6 โมงเช้า ทำงาน 9 โมง ถึงตี 2 •3 บอกว่า “รู้สึกว่าทำงานให้เขาได้ไม่คุ้ม” •4 หรือว่าความจริง”ทำงานให้เขาแล้ว แต่ตัวเองรู้สึกว่าไม่คุ้มกันแน่” เพราะคำพูดที่ว่า”ทำงานตั้งแต่ 9 โมง ถึงตี 2” นี้มันคือการบอกว่าทำงานหนักมาก เพราะฉะนั้นมันต้องแปลว่าตัวเองรู้สึกไม่คุ้ม เพราะเข้าใจว่าจะได้ค่าจ้างเดือนละล้าน มากกว่าจริงมั้ย แบบนี้หรือที่บอกว่า… “ไม่ใช่เรื่องค่าตัว ไม่ได้หิวเงิน ยึดตัวเนื้องานที่รับมาเป็นหลัก” ผู้สื่อข่าวถามว่า… เรื่องอยากได้เงินเยอะๆ 3 เดือนร้อยล้านจริงไหม ? สมปองตอบว่า… ก็เป็นเชิงขำๆ ฟังจากพระอาจารย์มาเป็นทีเล่นทีจริง ก็เป็นแค่เป้าหมาย เป็นแค่แรงผลักดันเท่านั้น หลังจากนี้ก็ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ขึ้นต้นแก้เก้อว่า “เป็นเชิงขำๆ” แต่คำต่อมาคือเป้าหมายที่แท้จริงของชาติ “ก็เป็นแค่เป้าหมาย เป็นแค่แรงผลักดัน” ซึ่งมันแปลว่า… “ตั้งเป้าไว้ว่า…จะหาเงินร้อยล้านให้ได้ภายใน 3 เดือน” แล้วย้อนกลับไปที่คำพูดตอนต้นอีกครั้งที่พูดว่า… “ไม่ใช่เรื่องค่าตัว ไม่ได้หิวเงินแน่นอน” เฮ้ย…มันย้อนแย้ง มันขัดกันนะ ตอนที่เขายังเป็นพระอยู่นั้น เขาดูมีสง่าราศี ดูมีบารมีอยู่มากทีเดียว นั้นคงเพราะบุญ แต่พอถอดผ้าเหลืองแล้วความมีสง่าราศี ความมีบุญบารมี หายไปหมดเลย นั้นคงเพราะหมดบุญ เป็นแน่แท้ ทอง…เอาผ้าไปห่อไว้มิดชิดขนาดไหน ก็ยังเป็นทอง ขี้…เอาผ้าไปห่อไว้มิดชิดขนาดไหน ก็ส่งกลิ่นเหม็น พระห่มผ้าสีเหลือง ทองก็สีเหลือง ขี่ก็ยังเป็นสีเหลือง แต่เหลืองทั้ง 3 แบบ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เหลือพระ คือความบริสุทธิ์อันเป็นผลมาจากการละกิเลส เหลืองทอง คือกิเลส เหลืองขี่ คือสิ่งปฏิกูล ผู้ที่บวชเป็นพระนั้นสังคมไทยใช้คำว่าบวชเรียน แต่ 30 ปีกับการเรียนนักธรรม เปรียญธรรม ปริญญาตรี-โท อีก 2/3 ใบ แถมด้วยปริญญาเอกที่กำลังเรียนอยู่ ไม่ได้สามารถทำให้ขี่กลายเป็นทองได้เลยหรือ?