- โฆษณา -

ดีป้า เผยผลสำเร็จของโครงการ OTOD #3 เดินหน้าพลิกโฉมเกษตรไทยสู่ Smart Agriculture

เทคโนโลยี26 ส.ค. 2569 • 16:16 น.
ดีป้า เผยผลสำเร็จของโครงการ OTOD #3 เดินหน้าพลิกโฉมเกษตรไทยสู่ Smart Agriculture

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ประกาศความสำเร็จของโครงการ 1 ตำบล 1 ดิจิทัล ซีซัน 3 (One Tambon One Digital: OTOD #3) หลังเดินหน้าส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคการเกษตรครอบคลุม 8 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมสร้างเครือข่ายเกษตรดิจิทัลครั้งใหญ่ เชื่อมโยงเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคเกษตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนบทบาทของ ดีป้า ในการผลักดันประเทศไทยสู่ Smart Agriculture ผ่านการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่เชื่อมโยง คน เทคโนโลยี และโอกาสทางเศรษฐกิจ เข้าด้วยกัน พร้อมวางรากฐาน Sharing Economy ในระดับชุมชน

ความสำเร็จของโครงการ OTOD #3 ไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนผู้ได้รับการสนับสนุน แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการทำเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน ยกระดับคุณภาพผลผลิต และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับเกษตรกรและชุมชนทั่วประเทศ

- โฆษณา -

ตลอดการดำเนินโครงการ ดีป้า ลงพื้นที่จัดกิจกรรม Accelerate Digital Agriculture & Pitching Day ใน 8 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา สงขลา ภูเก็ต ชลบุรี อุบลราชธานี และขอนแก่น เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรดิจิทัล เปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลกับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะเข้มข้นกว่า 1,500 คน และมียอดประชาชนได้ยกระดับองค์เทคโนโลยีเพื่อสร้างความตระหนักจำนวนกว่า 3.5 ล้านครั้งจากทั่วประเทศ สะท้อนการตื่นตัวของภาคการเกษตรไทยในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน

นอกจากการถ่ายทอดองค์ความรู้แล้ว OTOD #3 ยังเปิดโอกาสให้กลุ่มชุมชน วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการจากทั่วประเทศเข้าร่วมกระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มข้น โดยมีผู้สมัครขอรับทุนสนับสนุนกว่า 1,000 ราย ก่อนคัดเลือกเพื่อรับการสนับสนุนใน 2 ประเภท ได้แก่ d-community จำนวน 330 ราย เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคการเกษตร และ d-startup จำนวน 33 ราย เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจบริการด้านเทคโนโลยีการเกษตร ครอบคลุมการติดตั้ง ซ่อมบำรุงและดูแลเทคโนโลยีในพื้นที่

สำหรับเทคโนโลยีที่มีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการสูงที่สุด ได้แก่ ระบบบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติ คิดเป็นสัดส่วน 86% รองลงมาคือ โดรนเพื่อการเกษตร 13% และแทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะ 1% ขณะที่เทคโนโลยีที่ธุรกิจชุมชนบริการดิจิทัลสนใจมากที่สุด ได้แก่ โดรนเพื่อการเกษตร คิดเป็นสัดส่วน 67% ระบบบริหารจัดการแปลงเกษตรอัตโนมัติ 24% และแทรกเตอร์การเกษตรอัจฉริยะ 9% โดย ดีป้า คาดว่า โครงการ OTOD #3 จะสร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมรวมกว่า 500 ล้านบาท

อีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญของโครงการคือ การสร้าง Digital Agriculture Ecosystem ที่เชื่อมโยงเกษตรกร ชุมชน ผู้ประกอบการดิจิทัล ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานพันธมิตร ผ่านกิจกรรม Business Matching การถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ การสาธิตเทคโนโลยีจริง และการสร้างเครือข่ายเกษตรดิจิทัลในระดับพื้นที่ ซึ่งช่วยให้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกิดขึ้นได้จริง และสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาระยะยาว

ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวว่า OTOD #3 สะท้อนถึงการเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทยไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม วันนี้เราได้เห็นเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ ก้าวเข้ามาทำงานร่วมกันภายใต้ระบบนิเวศเดียวกัน เกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะของประเทศไทยในระยะยาว

ดร.ศุภกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ดีป้า จะดำเนินการต่อยอดผลลัพธ์ของโครงการต่อเนื่อง ทั้งการติดตามผลการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในพื้นที่ การขยายเครือข่ายเกษตรดิจิทัลทั่วประเทศ การพัฒนาผู้ประกอบการดิจิทัลไทย และการผลักดันต้นแบบที่ประสบความสำเร็จให้สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่น พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร และองค์ความรู้ด้านเกษตรดิจิทัลให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

OTOD #3 จึงไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุดของโครงการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายเกษตรดิจิทัลระดับประเทศที่จะเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ผู้ประกอบการ และชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน เพื่อให้ “ดิจิทัล” ไม่ใช่เพียงเครื่องมือการผลิต แต่เป็นรากฐานของคุณภาพชีวิตใหม่ของเกษตรกรไทย และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยืน