เปิดช่องเอกชน-ชาวบ้านซื้อขายไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อประหว่างกันได้รับเทคโนโลยียุคใหม่
คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเสนอ ยกเว้นข้อกำหนดไฟฟ้าของประเทศที่ให้ กฟผ.เป็นผู้ซื้อรายเดียว เปิดช่องให้ภาคเอกชน-ประชาชน ซื้อขายไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อประหว่างกันได้ พร้อมยกธงขาวโอน กฟน.-กฟภ. สังกัดกระทรวงพลังงาน
เมื่อวันที่ 4 ก.พ.63 คณะกรรมการปฏิรูปประเทศได้จัดรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำเสนอ ครม.และรัฐสภาต่อไป นายพรชัย รุจิประภา เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเปิดเผยว่า คณะกรรมการได้เสนอปรับปรุงแผนเพื่อให้สอดคล้องเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง และความเป็นไปได้ในการดำเนินการ โดยในส่วนของการส่งเสริมกิจการไฟฟ้า เพื่อเพิ่มการแข่งขันและโซลาร์รูฟท็อปเสรี ได้เสนอแก้ไขโครงสร้างกิจการไฟฟ้าแบบ Enhanced Single-Buyer(ESB) ที่ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียว ก่อนส่งกระแสไฟฟ้าแก่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายคือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.),การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) โดยกระทรวงพลังงานควรเสนอ ครม.ยกเว้น ESB ภายในเดือนเม.ย.63 และปี 2564 ดำเนินโครงการ ERC Sandbox และส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอย่างเสรีเต็มรูปแบบ
โดยปัจจุบันนี้หลายอาคารผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อป เตรียมแผนซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกัน แต่ดำเนินการไม่ได้ เพราะติดระบบ ESB ดังนั้น หากมีการยกเว้นการใช้ ESB ในพื้นที่ ERC Sandbox คาดว่าโซลาร์รูฟท็อปจะก้าวและลดการพึ่งพาฟอสซิล เป็นการปลดล็อกตามเทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป
ส่วนที่เดิมคณะกรรมการปฏิรูปเสนอ โดยโอนย้าย กฟน.และ กฟภ. จากกระทรวงมหาดไทยมาสังกัดกระทรวงพลังงาน เช่นเดียวกับ กฟผ.นั้น พบว่ามีปัญหาทางปฏิบัติที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ดังนั้นเพื่อลดการซ้ำซ้อนการลงทุน ต้องกำหนดแผนลงทุนบูรณาการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐายด้านพลังงาน ระยะ5ปี (2566-2570) หากการลงทุนใด เกินมูลค่า 1,000 ล้านบาท แต่หากไม่อยู่ในแผนจะไม่สามารถลงทุนได้
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะที่ 4 ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกและพื้นที่ที่มีศักยภาพเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต การพัฒนาการแข่งขันนำเข้าและส่งออก ก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) กำหนดให้มีผู้ประกอบการแอลเอ็นจีเต็มรูปแบบ 1-3 รายในปี 2565 รวมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งคาดว่าจะลดต้นทุนพลังงานภาคอุตสาหกรรมได้ไม่น้อยกว่า 2,600 ล้านบาทภายในปี 2565 สามารถประหยัดงบประมาณภาครัฐเกือบ 8,000 ล้านบาท ส่งเสริมเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ระบบกักเก็บพลังงาน (ESS ) พร้อมสนับสนุนพืชพลังงานทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน หากใช้ได้ร้อยละ 10 จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 130,000 ล้านบาท/ปี จากมูลค่าพลังงานมีสัดส่วนร้อยละ 16 ของจีดีพีประเทศ