"บ้านสมเด็จโพลล์" ชี้ปชช.เกือบ40% ไม่หนุนโควิดเป็นโรคประจำถิ่น และกว่า 44% อยากให้กระตุ้นศก.มากขึ้น
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ เผยว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้เรื่องโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น เนื่องจากคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติก็ได้ให้ความเห็นชอบ แผนรองรับการเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น โดยแบ่งออกเป็น 4 เดือน หรือที่เรียกกันว่า “แผน 3 บวก 1” ดังนี้ ระยะที่ 1 (12 มี.ค.-ต้น เม.ย.) เรียกว่า combatting สาระสำคัญของแผนระยะนี้ก็คือ ต้องออกแรง “กดตัวเลข” ผู้ติดเชื้อไม่ให้สูงไปกว่านี้ เพื่อลดการระบาด ลดความรุนแรงของโควิด-19 ระยะที่ 2 (เม.ย.-พ.ค.) เรียกว่า plateau คือ การคงระดับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่ให้สูงขึ้น แต่ให้เป็นระนาบจนตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงเรื่อย ๆ ระยะที่ 3 (ปลาย พ.ค.-30 มิ.ย.) เรียกว่า declining คือ การลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลง ให้เหลือวันละ 1,000-2,000 ราย และ ระยะ 4 ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2565 เป็นต้นไป เรียกว่า post pandemic คือ ออกจากโรคระบาด และเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น ทั้งหมดนี้จะถูกดำเนินการภายในระยะเวลา 4 เดือน แต่ประชาชนยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานป้องกันโรคเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ VUCA ซึ่งประกอบไปด้วย V-vaccine, U-universal prevention, C-COVID-19 free setting และ A-ATK
สำหรับผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น มีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีความรู้สึกไม่ปลอดภัยจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ในการใช้ชีวิตประจำวัน ร้อยละ 57.6 เห็นด้วยกับการเปิดประเทศให้ชาวต่างชาติสามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ร้อยละ 39.6 และคิดว่าการเปิดประเทศให้ชาวต่างชาติสามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 43.2
ส่วนไม่เห็นด้วยกับการประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ร้อยละ 38.6 และคิดว่าหลังประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น จะทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ร้อยละ 37.4 และ คิดว่าหลังประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจภายในประเทศ เพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 36
และอยากให้รัฐบาลมีโครงการออกมากระตุ้นเศรษฐกิจหลังการประกาศให้โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ร้อยละ 44.2 ด้านการควบคุมราคาสินค้าสำหรับการดำรงชีวิตมากที่สุด ร้อยละ 20.9 อันดับสองคือการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เงินเดือนแรกเข้า ร้อยละ 16.6 อันดับสาม คือการปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ร้อยละ 15.1 อันดับสี่ คือการลดราคาน้ำประปาและไฟฟ้า ร้อยละ 14.5 และอันดับห้า คือการส่งเสริมให้เกิดการสร้างอาชีพ ร้อยละ 11.3